สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 15 ม.ค. ว่า นายเจมส์ ซี. ฟอสเตอร์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของซีอาร์แอล กล่าวว่า การผนวกกิจการครั้งนี้เป็นยุทธศาสตร์สำคัญ เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับห่วงโซ่อุปทาน ในการจัดหาสัตว์ทดลองสำหรับทดสอบความปลอดภัยของยา ซึ่งเป็นต้นน้ำที่สำคัญของอุตสาหกรรมยาโลก
ทั้งนี้ บริษัทมุ่งหวังที่จะเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแลด้านความปลอดภัยทางชีวภาพ ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลอย่างเบ็ดเสร็จ
อนึ่ง ธุรกิจส่งออกลิงแสมในกัมพูชาเติบโตอย่างก้าวกระโดด นับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดครั้งใหญ่ของโรคโควิด-19 โดยเมื่อปี 2565 เพียงปีเดียวสามารถสร้างรายได้เข้าประเทศสูงถึง 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 7,873 ล้านบาท)
US Laboratory giant Charles River Laboratories has stated that it will buy one of its major suppliers of non-human primates for about $510 million,#business #monkey #charlesriverlaboratorieshttps://t.co/Z1dc6ciTVf
— Khmer Times (@KhmerTimes) January 13, 2026
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจดังกล่าวมักสร้างเคลือบแคลงจากองค์กรพิทักษ์สัตว์ป่าระดับโลกหลายแห่ง ในเรื่องความไม่โปร่งใส โดยเฉพาะประเด็นการ “ฟอก” ลิงป่าให้เป็นลิงฟาร์ม เพื่อตบตาอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (ไซเตส) ซึ่งซีอาร์แอลหวังเป็นอย่างยิ่ง ว่าการเข้ามาบริหารโดยตรงจะช่วยลบภาพลักษณ์เชิงลบเหล่านี้ได้
นอกจากนี้ ซีอาร์แอลยังได้ประกาศเข้าซื้อหุ้นส่วนที่เหลืออีก 79% ของบริษัท “ปาโธเควสต์” (PathoQuest) ในฝรั่งเศส มูลค่า 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,890 ล้านบาท) เพื่อเสริมเขี้ยวเล็บด้านเทคโนโลยีการทดสอบยาโดยไม่ต้องใช้สัตว์ สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของบริษัทที่ต้องการครองตลาดทั้งวิธีการวิจัยแบบดั้งเดิมและนวัตกรรมใหม่แห่งอนาคต
ควมเคลื่อนไหวของซีอาร์แอล ไม่เพียงแต่เป็นการวางหมากเพื่อคุมแหล่งทรัพยากรต้นน้ำในกัมพูชาที่เคยมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณว่า สหรัฐกำลังเร่งสังคายนาระบบการจัดหาสัตว์ทดลองให้มีความ “ขาวสะอาด” มากยิ่งขึ้น เพื่อลดแรงเสียดทานจากหน่วยงานตรวจสอบและกลุ่มพิทักษ์สัตว์ป่า ท่ามกลางสมรภูมิการวิจัยยาที่กำลังทวีความรุนแรงทั่วโลก.
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



