จากเหตุการณ์อุบัติเหตุเครนขนาดใหญ่ในโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง พังถล่มทับขบวนรถไฟที่บ้านถนนคต ตำบลสีคิ้ว อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ขณะขบวนรถไฟกำลังมุ่งหน้าสู่จังหวัดอุบลราชธานี ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนหลายราย เหตุเกิดช่วงสายของวันที่ 14 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา
โดยมีผู้เสียชีวิตเป็นหญิง 1 ราย ชาวจังหวัดอุดรธานี ทราบชื่อภายหลังคือ น.ส.เปรมประภาภร ศรีสุธรรม หรือ “แจ๋ว” อายุ 46 ปี ชาวตำบลเตาไห อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี หลังเจ้าหน้าที่สามารถยืนยันตัวตนในพื้นที่เกิดเหตุได้แล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการเคลื่อนย้ายศพกลับภูมิลำเนา
เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 15 ม.ค.69 ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่บ้านเลขที่ 112 หมู่ 9 บ้านหม้อ ตำบลเตาไห อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี ซึ่งเป็นบ้านเกิดของ น.ส.เปรมประภาภร พบกับ นางผ่อน ศรีสุธรรม อายุ 67 ปี มารดาของผู้เสียชีวิต อยู่ในอาการโศกเศร้าเสียใจอย่างหนัก มีญาติพี่น้องและชาวบ้านที่ทราบข่าวพากันเดินทางมาให้กำลังใจอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่จากองค์การบริหารส่วนตำบลเตาไห ได้เข้ามาตั้งเต็นท์และจัดเตรียมเก้าอี้ เพื่อรอการประสานข้อมูลและการช่วยเหลือเบื้องต้น ส่วนชาวบ้านบางส่วนได้ช่วยกันจัดเตรียมสถานที่สำหรับจัดงานสวดอภิธรรมศพ ณ ฌาปนกิจสถานของหมู่บ้าน
นางผ่อน มารดาของ น.ส.เปรมประภาภร เปิดเผยว่า ก่อนเกิดเหตุ ลูกสาวโดยสารรถไฟเพื่อเดินทางไปร่วมงานศพแม่สามีที่จังหวัดศรีสะเกษ โดยนั่งไปกับภรรยาของน้องชายสามี ช่วงเวลาประมาณ 09.00 น. ต่อมา มีคนในหมู่บ้านซึ่งตนฝากข้าวสารจำนวน 4 กระสอบไปให้ลูกสาวที่กรุงเทพฯ โทรมาแจ้งว่าติดต่อไม่ได้ โทรศัพท์ติดแต่ไม่มีคนรับ ทำให้ตนรู้สึกผิดสังเกตและเกิดลางไม่ดี
จากนั้นจึงโทรศัพท์ไปสอบถามสามีของลูกสาว ซึ่งบอกว่ากำลังเดินทางไปยังจุดเกิดเหตุ จึงทราบว่ามีอุบัติเหตุรถไฟเกิดขึ้น หลังจากรออยู่นาน สามีของลูกสาวแจ้งว่าคงหมดหวัง ลูกสาวน่าจะเสียชีวิต แต่ยังไม่พบศพ กระทั่งช่วงเย็นจึงสามารถยืนยันตัวตนได้ ปกติแม่กับลูกสาวจะโทรศัพท์พูดคุยกันทุกวัน โดยครั้งสุดท้ายคุยกันในคืนก่อนเกิดเหตุ เรื่องการรอรับข้าวสาร และเรื่องการเดินทางไปงานศพแม่สามี
นางผ่อน กล่าวทั้งน้ำตาว่า หลังทราบข่าวการเสียชีวิต ตนกินไม่ได้นอนไม่หลับ รู้สึกเสียใจอย่างที่สุด ตนมีบุตร 3 คน เป็นชาย 2 คน หญิง 1 คน โดย น.ส.เปรมประภาภร เป็นบุตรคนกลาง ก่อนหน้านี้ได้สูญเสียบุตรชายคนโตไปหลายปีแล้ว เหลือเพียงลูก ๆ เท่านี้ แต่ต้องมาสูญเสียลูกสาวไปอีก

สำหรับ น.ส.เปรมประภาภร ทำงานในโรงงานพลาสติกที่กรุงเทพมหานครมาตั้งแต่วัยสาว เป็นเวลากว่า 30 ปี มีสามีเป็นชาวจังหวัดศรีสะเกษ และมีบุตรสาว 2 คน ซึ่งเรียนจบและมีงานทำเรียบร้อยแล้ว โดยลูกสาวจะกลับมาเยี่ยมบ้านทุกปี โดยเฉพาะช่วงเทศกาลปีใหม่ ล่าสุดเพิ่งกลับมาเยี่ยมบ้านเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม และเดินทางกลับไปทำงานเมื่อวันที่ 2 มกราคมที่ผ่านมา
นางผ่อน กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการนำศพลูกสาวกลับมาบ้าน คาดว่ารถของอาสากู้ภัยจะมาถึงประมาณเที่ยงคืน และจะนำศพไปตั้งบำเพ็ญกุศลที่ฌาปนกิจสถานของหมู่บ้าน ส่วนกำหนดการสวดอภิธรรมยังไม่แน่ชัด ต้องรอสามีและลูก ๆ ของผู้เสียชีวิตเดินทางมาก่อนแล้วจึงจะหารือกันอีกครั้ง
สำหรับเรื่องเงินช่วยเหลือ ตนไม่ได้คำนึงถึงเรื่องดังกล่าวเลย จะได้รับมากน้อยเพียงใดก็ไม่สำคัญ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือชีวิตของลูกสาว พร้อมฝากข้อความถึงลูกว่า
“ขอให้ไปอยู่ในภพภูมิที่ดี ไม่ต้องลำบาก อยากให้ลูกไปอยู่บนสวรรค์ เป็นนางฟ้า ไม่ต้องมีห่วงอะไร ไม่ต้องกังวลถึงแม่อีก แม่จะคอยดูแลหลาน ๆ ให้เอง”



