เมื่อเวลา 11.13 น. วันที่ 16 ม.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ว่า ในช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ ตนจะลงพื้นที่ถนนพระราม 2 ดูจุดเกิดเหตุเครนถล่ม โดยไม่ต้องมีคณะอะไรไป เพราะทางกระทรวงคมนาคม รัฐมนตรีและผู้บริหารกำลังประชุม เพื่อรับข้อสั่งการของรัฐบาลไปดำเนินการ และทางผู้รับเหมาไม่ได้ตอบอะไรกลับมายังตน เพราะตนไม่ใช่คู่กรณีหรือคู่สัญญา แต่ตนสั่งการในฐานะหัวหน้ารัฐบาล เพราะมันมีเหตุซ้ำซาก ได้ให้โอกาสปรับปรุงวิธีทำงานแล้ว แต่ยังเกิดเหตุ 2 ครั้ง ใน 2 วัน มีผู้เสียชีวิตเป็นประชาชนทั่วไป ไม่ได้เกี่ยวกับงาน คงคุยอะไรมากกว่านี้ไม่ได้ เราต้องใช้อำนาจทางปกครอง สั่งให้หน่วยงานคู่สัญญาไปบอกเลิกสัญญา เราไม่ใช้คำว่ายกเลิกสัญญา ถ้าใช้คำนั้นต้องมาดูว่าใครผิด ใครถูก แต่การบอกเลิกสัญญาเพราะรัฐเห็นว่าการกระทำเช่นนี้ต่อไปเข้าข่าย เป็นอันตรายต่อสาธารณะ ต้องใช้สิทธิบอกเลิกสัญญา โดยจะอยู่ในหมวดของคำว่าทิ้งงาน แต่ไม่ได้หมายความว่าหนีไปไหน มันมีคำจำกัดความของมันอยู่ เป็นเรื่องที่กรมบัญชีกลางรับเรื่องไว้แล้ว

เมื่อถามว่าเอกชนมีช่องทางฟ้องกลับรัฐหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ทุกคนมีสิทธิฟ้อง แต่รัฐบาลและหน่วยงานมีความมั่นใจ เพราะวันที่ 15 ม.ค. ที่ผ่านมา ได้ประชุมฝ่ายกฎหมายกันเรียบร้อย และมีความเห็นตรงกัน ถ้าทำเพื่อประโยชน์ของประชาชนทั่วไปแล้วคนที่กระทำผิดจะฟ้องกลับมา เราต้องต่อสู้ในฐานะรัฐ

เมื่อถามต่อว่า มีการตั้งข้อสังเกตในโซเชียลมีเดียว่าพรรคภูมิใจไทยดูแลกระทรวงคมนาคมมา 10 ปี หากจะเลือกอีกก็ต้องรับความเสี่ยง นายกฯ กล่าวว่า “ต้องดูว่าใครพูดเจตนารมณ์เป็นอย่างไร เห็นชื่อก็รู้แล้ว สื่ออย่าถามแบบนี้เลย เพราะถามแบบนี้เหมือนถามเอาข่าว ถามให้โต้เถียงกันไปมา สื่อก็รู้คำตอบว่าใครโพสต์ และทราบดีว่าการทำสิ่งเหล่านี้ ทำเพื่อให้เกิดความขัดแย้ง ด้อยค่า ซึ่งการทำงานของผม ไม่เชื่อเรื่องพวกนี้ ผมเชื่อในระบบที่ผมทำงานอยู่ และการดิสเครดิตไม่มีปัญหา เพราะจะดิสเครดิตได้หรือไม่ได้อยู่ที่ประชาชนตัดสินใจ”

เมื่อถามย้ำว่าไม่กังวลประเด็นเหล่านี้ใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า “ผมรำคาญมากกว่า แต่ทำอะไรไม่ได้ เมื่อรำคาญก็หายใจลึกๆ แผ่เมตตาไป ส่วนจะทนได้หรือไม่นั้น เรื่องความทนก็ต้องมาวัดกัน”