แหล่งข่าว จากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยถึงกรณีสถานีโทรทัศน์ ช่อง 18 (เจเคเอ็น18) ได้แจ้งผู้ชมผ่านช่องยุติออกอากาศ วันที่ 26 ม.ค.69 เวลา 00.00 น. ว่า ต้องดูว่า ศาลมีคำสั่งให้ล้มละลายหรือไม่ หากมีคำสั่งแล้ว ก็ถือว่าขาดคุณสมบัติเป็นผู้รับใบอนุญาต ก็จะออกอากาศไม่ได้โดยตัวเอง แต่หากยังไม่มีคำสั่งศาลฯ การจะยุติออกกาศต้องมีการแจ้งกับทางบอร์ด กสทช. เพราะการประมูล ระบุว่า ต้องให้บริการจนหมดระยะเวลาใบอนุญาต ปี 72 แต่หากจะยุติออกอากาศก่อน ต้องบอกเหตุผลเพื่อให้รับทราบว่ามีปัญหาทางธุรกิจ ไม่สามารถออกอากาศต่อได้ ซึ่งทาง บอร์ด ก็จะพิจารณา ถึงแผนการยุติออกกาศ มีความเสียหายต่อสาธารณะ และต้องมีการเยียวยาผู้ชมหรือไม่
“ ที่ประชุมบอร์ด กสทช. ครั้งล่าสุดเมื่อ 14 ม.ค.ที่ผ่านมายังไม่มีการนำเรื่องยุติออกกาศของช่อง 18 เข้าสู่วาระการประชุมของบอร์ด ซึ่งหากมีเข้ามาบบอร์ดก็ต้องพิจารณา ซึ่งกรณีหากถูกศาลสั่งล้มละลายก็ถือว่าขาดคุณสมบัติ ซึ่งการพิจารณาเยียวยา ก็ต้องมาดูว่า มีความเสียหายหรือไม่ เพราะการประมูลทีวีดิจิทัล ผู้ได้รับใบอนุญาต ก็ต้องออกอากาศจนถึงสิ้นสุดใบอนุญาต แต่กรณีนี้เป็นช่องทีวีดิจิทัลไม่เหมือนกับบริการโอทีทีที่ต้องเสียเงินสมัครสมาชิก หากยกเลิกบริการก็ต้องมีการเยียวยาสมาชิก แต่กรณีนี้เป็นฟรีทีวีไม่ต้องสมัครสมาชิก ต้องพิจารณาดูว่าต้องเยียวยาหรือไม่ แต่ต้องมีแผนยุติออกอากาศมาเสนอต่อ กสทช.”
แหล่งข่าว กล่าวต่อว่า ประเด็นนี้ต้องดูว่าบริษัทขาดคุณสมับิตหรือยัง หากยังก็ต้องดูว่า มีศักยภาพในการทำธุรกิจได้หรือไม่ ในระหว่างนี้จะหยุดออกอากาศ ต้องแจ้ง กสทช. หรือ จนกว่าศาลจะมีคำสั่ง ในอดีตที่ผ่านมา มีการยุติออกกาศของทีวีดิจิทัลบางช่อง ที่ประสบปัญหาธุรกิจ แต่ช่วงนั้นมีประกาศ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ออกมารองรับทำให้ยุติออกกาศได้โดยไม่ต้องผ่านบอร์ด กสทช.พิจารณา และยังได้สนับสนุนเงินค่าเช่าโครงข่าย (มักซ์) กับช่องที่เหลืออยู่ แต่ปัจจุบันนี้ไม่มีประกาศ คสช. แล้ว ทำให้ต้องแจ้งกับทาง กสทช. ก่อนยุติออกกาศ
อย่างไรก็ตาม การยุติออกอากาศ มีระเบียบ ว่า การที่ทีวีดิจิทัลจะยุติออกกากาศ ก็ต้องมีการประกาศให้ผู้ชมรับทราบล่วงหน้า ซึ่งทางช่องก็ดำเนินการแล้วผ่านการออกอากกาศของช่อง 18 สำหรับการเปลี่ยนผ่าน หรือขายกิจการ ใบอนุญาตต่อนั้น จากระยะเวลาที่เหลือ 4 ปี คงไม่มีใครที่สนใจจะมาลงทุนต่อ เพราะคงไม่คุ้มกับเงินลงทุน และอุตสาหกรรมทีวีดิจิทัลไม่ได้ดีหรือเฟื่องฟูเหมือนในอดีต เนื่องจากมีช่องทางการดูคอนเทนต์ที่เพิ่มมากขึ้น.



