เมื่อวันที่ 16 ม.ค. นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ผู้สมัคร สส.กทม. พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรี สั่งกระทรวงคมนาคมบอกเลิกสัญญาบริษัทอิตาเลียนไทย พร้อมขึ้นแบล็กลิสต์ ว่า เรื่องการยกเลิกสัญญา ต้องไปดูระเบียบของกฎหมายว่ามีช่องใดบ้างให้สามารถยกเลิกสัญญาได้ ซึ่งต้องระมัดระวังว่าผู้ที่ถูกยกเลิกสัญญาจะใช้สิทธิทางศาลในการฟ้องร้องหน่วยงานรัฐหรือไม่ เพราะฉะนั้น ต้องดูว่าช่องที่เอาไปใช้สมเหตุสมผลหรือไม่อย่างไร เพราะตามกฎหมาย ตนเข้าใจว่าต่อให้มีอุบัติเหตุก็ไม่สามารถไปอ้างว่ามีเหตุจากอุบัติเหตุแล้วไปยกเลิกสัญญาได้ แต่โดยส่วนใหญ่จะใช้วิธีอื่น เช่น มีการจ้างช่วง หรือไม่มีผู้ควบคุมงาน หรือเป็นเรื่องของการทำผิดสัญญาในข้ออื่น เช่น การทิ้งงาน ไม่อยู่เฝ้างาน อะไรพวกนี้ แบบนั้นใช้ได้ แต่หากอ้างว่าเกิดอุบัติเหตุเกิดขึ้นแล้วยกเลิกสัญญา ตนเข้าใจว่าในการจัดซื้อจัดจ้างมันทำไม่ได้ ต้องใช้ช่องอื่นแทน
นายศุภณัฐ กล่าวว่า ส่วนการขึ้นแบล็กลิสต์ ตนคิดว่ายังมีความจำเป็น เพราะการขึ้นแบล็กลิสต์เป็นการห้ามไม่ให้ผู้รับเหมารายนี้ สามารถเข้าไปประมูลงานของภาครัฐอื่นได้อีก ถามว่าจะต้องแบล็กลิสต์ไปตลอดชีวิตหรือไม่ ก็แล้วแต่ภาครัฐจะพิจารณา ซึ่งมีช่องกฎหมายอยู่แล้ว
เมื่อถามว่าความเสี่ยงที่รัฐจะต้องจ่ายชดเชยจากการบอกเลิกมีมากน้อยแค่ไหน นายศุภณัฐ กล่าวว่า กรณีที่มีการยกเลิก สิ่งหนึ่งคือเป็นคุณกับผู้รับเหมาเลย คือพอยกเลิกสัญญาแล้ว สมมุติว่าโครงการนี้มีโอกาสเกิดความล่าช้าขึ้น ซึ่งปกติแล้วผู้รับเหมาจะถูกปรับเงิน เพราะสร้างความล่าช้าวันละ 0.25% อย่างโครงการรถไฟความเร็วสูง ถ้าสามารถปรับได้สูงสุดจากความล่าช้านี้ก็จะประมาณ 980 ล้านบาท
นายศุภณัฐ กล่าวว่า การที่ไปยกเลิกสัญญาโดยทันทีเท่ากับว่าผู้รับเหมาไม่ต้องมีความล่าช้าแล้ว เพราะอยู่ในระยะเวลาของสัญญาอยู่ สัญญายังไม่หมด แต่ถามว่ารัฐสามารถเรียกร้องความเสียหายจากอุบัติเหตุหรือไม่ ก็สามารถทำได้ แต่ต้องประเมินว่าโครงการนี้ทำถึงไหนแล้ว และมีเนื้องานเหลืออีกเท่าไร ซึ่งหากเปิดทีโออาร์ใหม่ หาผู้รับจ้างใหม่อาจทำให้โครงการล่าช้าได้ร่วมเป็นปี นานพอสมควร ดังนั้นเวลาที่เสียไปเพิ่มเติมจากการที่ยกเลิกสัญญา รัฐต้องหาช่องทางในการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายในเชิงเสียผลประโยชน์ตรงนี้ด้วย
เมื่อถามว่า การที่นายกรัฐมนตรีกล่าวเช่นนั้น จะกลายเป็นการช่วงชิงทางการเมืองหรือไม่ นายศุภณัฐ กล่าวว่า ถ้ามองตามตรงเรื่องกระแสกดดันต่างๆ การตอบสนองต่อกระแสหรือการทำให้นายกรัฐมนตรีดูดี ก็คือการยกเลิกเพื่อเอาใจสังคมก่อน แต่อย่างที่ตนบอก มันมีคุณต่อผู้รับเหมาอยู่ เรื่องค่าความล่าช้า ถ้าเป็นตนจะรอดูวิเคราะห์ก่อนว่าโครงการนี้มีโอกาสล่าช้าหรือไม่ ถ้าเกิดมีโอกาสล่าช้าสูง ตนจะทิ้งสัญญาไปอีกระยะหนึ่ง ให้เข้าสู่ช่วงการปรับผู้รับเหมาก่อน อย่างน้อยผ่านไปแค่ 40 วัน สามารถปรับผู้รับเหมาได้ร่วมพันล้านบาท และค่อยไปยกเลิกสัญญาตอนนั้นก็ยังไม่สาย
นายศุภณัฐ กล่าวอีกว่า ตนก็สามารถหาเหตุอื่นๆ ในการยกเลิกสัญญาได้อยู่ดีจากความล่าช้าหรืออะไรก็แล้วแต่ เพราะฉะนั้นต้องวิเคราะห์ก่อนว่าโครงการนี้อยู่ในสภาพไหนอย่างไร หรือหากวิเคราะห์แล้วไม่มีความล่าช้าเกิดขึ้น อันนั้นยกเลิกสัญญาเลยก็ทำได้ ไม่ได้ว่าอะไร
“แต่หาช่องดีๆ ระวังโดนฟ้องกลับ เพราะหลายครั้งที่มีการยกเลิกสัญญาโดยหน่วยงานรัฐ หน่วยงานรัฐหลายแห่งแพ้ผู้รับเหมา ผู้รับเหมาฟ้องกลับเพราะถือว่าเป็นความผิดของรัฐ แต่ครั้งนี้บริบทแตกต่างกันต้องดูดีๆ” นายศุภณัฐ กล่าว.



