สวัสดีวันหยุด พบกับสารพันข่าวสารยานยนต์กับ “อ้วนซ่า แอบซิ่ง” อีกเช่นเคย ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เราจะเห็นข่าวประกาศปรับราคารถยนต์ โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้านั้น “ราคาขึ้น” กันถ้วนหน้า ในช่วง หลักสองหมื่น ไปถึงแสนบาท เหตุผลนั้นก็คือ การสิ้นสุดลงของ มาตรการ EV3.0 และเปลี่ยนไปสู่มาตรการ EV3.5 ที่เริ่มต้นในวันที่ 1 มกราคม 2569 นี้นั่นเอง
มาตรการ “สนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า” ฉบับที่ 3.5 นี้จะยังคงสนับสนุนให้ประเทศไทยสามารถปรับเปลี่ยนการผลิตรถยนต์จาก ระบบสันดาปภายใน ไปสู่ระบบไฟฟ้า ด้วยการกระตุ้นให้คนไทยเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า ด้วยกลไกทางราคาที่ทำให้เป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้น พร้อมกับบังคับให้ค่ายรถที่ประสงค์จะได้รับสิทธิประโยชน์นี้ เข้ามาผลิตรถยนต์ในประเทศไทย และต้องผลิตให้ได้เป็นสัดส่วนสอดคล้องกับที่ได้นำเข้ามา ตามสัดส่วนที่รัฐกำหนดขึ้น มิฉะนั้นจะถูกเรียกคืนเงินอุดหนุน
มาตรการนี้จะมีอายุ 2 ปี คือ 2569-2570 โดยรถที่จะสามารถได้รับสิทธิประโยชน์จากมาตรการนี้จะต้องจดทะเบียนให้ทันวันที่ 31 มกราคม ปี 2571 โดยผลประโยชน์ที่เปลี่ยนไป สำหรับผู้บริโภคก็คือ
รถยนต์ไฟฟ้า รถกระบะไฟฟ้า และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ยังคงได้รับเงินอุดหนุน (Subsidy) จากรัฐ แต่เนื่องจากว่า การสนันสนุนในมาตรการ EV3.0 ของช่วงเวลาก่อนหน้านี้ ได้ช่วยให้คนไทยสามารถเข้าถึงยานพาหนะไฟฟ้าได้เป็นจำนวนมากแล้ว เมื่อเข้าสู่มาตรการ EV3.5 รัฐจึงขอลดการอุดหนุนลง จากเดิมที่เคยอุดหนุนเป็นจำนวน 70,000-150,000 บาท เหลือเพียง 50,000-100,000 บาท สำหรับรถที่มีขนาดแบตเตอรี่ 50 กิโลวัตต์ชั่วโมงขึ้นไป และ 25,000-50,000 บาทสำหรับรถที่มีขนาดแบตเตอรี่ 50 กิโลวัตต์ชั่วโมงลงมา
ส่วนรถกระบะไฟฟ้าที่มีราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท และมีแบตเตอรี่เกิน 50 กิโลวัตต์ชั่วโมงขึ้นไป ก็จะได้รับเงินอุดหนุน 100,000 บาท/คัน และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ราคาไม่เกิน 150,000 บาท และมีแบตเตอรี่ 3 กิโลวัตต์ชั่วโมงขึ้นไปจะได้เงินอุดหนุน 10,000 บาท/คัน
ส่วนภาษีสรรพสามิตการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าแบบ CBU นั้นยังคงคิดแค่ 2% เหมือนที่ผ่านมา
ชัดเจนว่า ที่ราคารถยนต์ไฟฟ้าปรับสูงขึ้น ก็มาจากการลดการอุดหนุนจากภาครัฐนั่นเอง และจะมีความเข้มงวดมากขึ้นในเรื่องการบังคับให้เกิดการผลิตเพื่อชดเชยกับที่ได้นำเข้ามา และที่สำคัญคือ EV3.5 นี้มีการบังคับให้มีการใช้แบตเตอรี่ และชิ้นส่วนไฟฟ้าแรงสูงที่ผลิตในประเทศไทยอีกด้วย
สำหรับมาตรการ EV3.5 นี้นอกเหนือจากจะใช้กับรถยนต์ไฟฟ้า 100% แล้ว ยังคงครอบคลุมไปถึงรถยนต์ไฮบริดอีกด้วย โดยเฉพาะชนิดปลั้กอินไฮบริด (PHEV) หรือรถไฮบริดที่มีแบตเตอรี่ใหญ่ และสามารถวิ่งด้วยพลังไฟฟ้าได้ไกล โดยในปี 2569 นี้ได้ปรับเกณฑ์ให้ชัดเจน คือ
- รถ PHEV ที่วิ่งได้ด้วยพลังไฟฟ้าล้วนได้ เท่ากับหรือมากกว่า 80 กิโลเมตร ภาษีสรรพสามิตอยู่ที่ 5%
- รถ PHEV ที่วิ่งได้ด้วยพลังไฟฟ้าล้วนได้ ต่ำกว่า 80 กิโลเมตร ภาษีสรรพสามิตอยู่ที่ 10%
และนอกจากนั้นยังบังคับให้ มีการติดตั้งระบบช่วยเหลือการขับ (ADAS) อย่างน้อย 2 ระบบ และต้องใช้แบตเตอรี่ที่ผลิตในประเทศอีกด้วย
ส่วนเหล่ารถยนต์ที่ยังคงยึดมั่นในเครื่องยนต์ระบบสันดาปภายในนั้น ก็จะต้องชำระภาษีสรรพสามิตในอัตราต่างๆกันไป โดยจะคิดจากปริมาณไอเสีย โดยเริ่มต้นที่ รถสันดาปที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ไม่เกิน 100 กรัม/กิโลเมตร จะถูกเรียกเก็บภาษีสรรพสามิตที่ 13% ไล่ไปเรื่อยๆตามปริมาณไอเสียคือ 22%, 25%, 29%, 34% ไปสุดที่เหล่ารถแรง ที่เครื่องใหญ่เกิน 3.0 ลิตร ที่รัฐจะเก็บภาษีสรรพสามิตเต็มข้อที่ 50%
ส่วนรถไฮบริด HEV และMHEV (ไมลด์ไฮบริด) ที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ไม่เกิน 100 กรัม/กิโลเมตร จะอยู่ที่ 6% (เกณฑ์นี้จะใช้ไปจนถึงปี 2575) และจะปรับขึ้นไปเรื่อยตามปริมาณไอเสียที่มากขึ้น คือ 9%, 14%, 19%, 24% ไปสุดที่เหล่ารถไฮบริดเครื่องใหญ่เกิน 3.0 ลิตร ที่รัฐจะเก็บภาษีสรรพสามิตที่ 40%
ยังไงก็ต้องขอยินดีกับเหล่าผู้ซื้อล้อตสุดท้ายของ โครงการ EV3.0 ด้วยนะขอรับ คุณได้รถที่ราคาดีที่สุดแล้ว!



