ท่ามกลางการนับถอยหลังสู่การชิงเก้าอี้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) คนที่ 16 สปอตไลต์ทางการเมืองและสังคมต่างจับจ้องไปที่แคนดิเดตคนสำคัญอย่าง พล.ต.อ.สำราญ นวลมา หรือ “บิ๊กราญ” ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นายตำรวจที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านงานปฏิบัติการและสืบสวนสอบสวน ซึ่งพกพาประวัติและผลงานระดับประเทศมาอย่างอัดแน่น

พล.ต.อ.สำราญ นวลมา เกิดเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ.2516 ปัจจุบันอายุ 53 ปี เกษียณอายุราชการปี 2576 เริ่มต้นปูรากฐานการศึกษา โดยจบระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนพรหมานุสรณ์จังหวัดเพชรบุรี ก่อนจะก้าวเข้าสู่เส้นทางสีกากี เป็นนักเรียนโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 34 และโรงเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่นที่ 50

นอกเหนือจากสายบู๊แล้ว ด้านวิชาการก็โดดเด่นไม่แพ้กัน โดยสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอก จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง และยังไม่หยุดพัฒนาตนเองด้วยการศึกษาต่อในหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยิ่งไปกว่านั้น ยังผ่านหลักสูตรการฝึกอบรมระดับหัวกะทิมากมาย ทั้งหลักสูตรสารวัตรที่สามารถสอบได้อันดับที่ 1 หลักสูตร VIP Protection หลักสูตรนเรศวร 261 ไปจนถึงการบินลัดฟ้าไปฝึกฝนยุทธวิธีระดับโลกในหลักสูตรยิงปืน SIG SAUER ACADEMY และหลักสูตรรับมือเหตุกราดยิง (FBI-ALERT Active Shooter Response) จากสหรัฐอเมริกา

ชีวิตราชการของ พล.ต.อ.สำราญ เติบโตมากับงานป้องกันปราบปรามและสายตรวจอย่างแท้จริง เริ่มต้นรับราชการในตำแหน่งรองสารวัตรสอบสวน สน.พระโขนง ในปี 2540 ก่อนจะขยับเข้าสู่หน่วยปฏิบัติการพิเศษ (191) และติดยศผู้กำกับการที่ สน.ดอนเมือง และ ผกก.สายตรวจ บก.สปพ. จากนั้นผลงานได้ผลักดันให้เขาก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งระดับผู้นำ ทั้งผู้บังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ (ผบก.สปพ.) ในปี 2561 และผงาดขึ้นเป็นผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ในปี 2564 ควบคุมพื้นที่เมืองหลวงทั้งหมด ก่อนจะเลื่อนขึ้นเป็นผู้ช่วย ผบ.ตร. และก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งรอง ผบ.ตร. ในเดือนตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา

เมื่อกล่าวถึงผลงานชิ้นโบแดง พล.ต.อ.สำราญ คือผู้อยู่เบื้องหลังการทลายเครือข่ายอาชญากรรมใหญ่ๆ ของประเทศมานับไม่ถ้วน ในด้านยาเสพติดเป็นผู้สั่งการสกัดจับลอตใหญ่และยึดทรัพย์สินมหาศาล อาทิ การบุกยึดทรัพย์เครือข่าย “ตั้ม เขาชี” ที่มีเงินหมุนเวียนกว่า 1,200 ล้านบาท การขยายผลร่วมกับ ป.ป.ส. อายัดทรัพย์สินเครือข่ายนายทุนจีน “มินมินอู” รวมมูลค่ากว่า 1,500 ล้านบาท และการสกัดกั้นยาบ้ากว่า 4 ล้านเม็ดก่อนส่งลงใต้ให้เครือข่าย “อ้วน เซียงตึง” ตลอดจนคดีดังในอดีตอย่างการจับกุมอดีตนักร้อง “วงเพาเวอร์แพท” และนางเอกสาว “เอมี่” รวมถึงการตามจับแกนนำแก๊งยากูซ่า “ซูมิโยชิ” ที่กบดานในพัทยาได้สำเร็จ

อีกหนึ่งผลงานด้านความมั่นคงที่กำลังเป็นที่จับตา คือการเป็นผู้นำเปิดปฏิบัติการ “ถอดเกล็ดมังกร” ทลายเครือข่าย “พ่อทิพย์” ซึ่งเป็นคดีอาชญากรรมขบวนการสวมสิทธิแจ้งเกิดเท็จเพื่อมอบสัญชาติไทยให้กับลูกของกลุ่มทุนจีนสีเทา โดยขบวนการนี้ใช้วิธีการจ้างวานชายสัญชาติไทยให้มาเซ็นชื่อรับรองเป็นบิดาในสูติบัตร เพื่อให้เด็กต่างด้าวได้รับสัญชาติไทยโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ล่าสุดจากความร้ายแรงและผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ ปัจจุบันหน่วยงานความมั่นคงกำลังเร่งขยายผลเส้นทางการเงินและผู้ร่วมขบวนการทั้งหมด พร้อมเตรียมยกระดับคดีนี้ขึ้นเป็น “องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ” เพื่อจัดการขั้นเด็ดขาด

นอกจากนี้ ยังมีปฏิบัติการ “ปิดฉากแรงเงา” กวาดล้างขบวนการทุจริตทางทะเบียนราษฎรที่ จ.สุราษฎร์ธานี รวมถึงการกวาดล้างทุจริตสวมสิทธิ G-Code ดำเนินคดีกับอดีตปลัดอำเภอและเครือข่ายอย่างเด็ดขาด

ภาพจำที่ทำให้ประชาชนและเพื่อนตำรวจเชื่อมั่นในตัว พล.ต.อ.สำราญ คือการลงพื้นที่บัญชาการเหตุการณ์วิกฤติด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการนำชุดปฏิบัติการพิเศษอรินทราช 26 เข้าคลี่คลายเหตุกราดยิงที่เทอร์มินอล 21 จังหวัดนครราชสีมา การลงพื้นที่คุมสถานการณ์เหตุกราดยิงที่จังหวัดเพชรบุรีและเหตุตำรวจคลั่งย่านสายไหม ไปจนถึงการบัญชาการยุทธการ “ดับแก๊ส” ควบคุมความไม่สงบของกลุ่มผู้ชุมนุมบริเวณสามเหลี่ยมดินแดงจนคืนพื้นที่ได้สำเร็จ

ส่วนในมิติการบริหาร พล.ต.อ.สำราญ ได้สร้างชื่อตั้งแต่สมัยเป็น ผกก.สน.ดอนเมือง ด้วยการพาสถานีคว้ารางวัลโรงพักดีเด่นอันดับ 2 และเมื่อขึ้นเป็น ผบช.น. กองบัญชาการตำรวจนครบาลก็เป็นหน่วยงานเดียวของ ตร. ที่ได้คะแนนประเมินความโปร่งใส (ITA) ในระดับ “ผ่านดีเยี่ยม” และยังให้ความสำคัญกับสวัสดิการของลูกน้อง โดยผลักดันการจัดหาเสื้อเกราะกันกระสุนกว่า 14,000 ตัว พร้อมจัดซื้ออุปกรณ์สืบสวนล้ำสมัย เช่น โดรนตรวจจับความร้อนและกล้องมองกลางคืน มูลค่ากว่า 49 ล้านบาท เพื่อเพิ่มศักยภาพให้ผู้ปฏิบัติงาน

ด้วยผลงานที่ครอบคลุมทั้งบุ๋นและบู๊ การันตีด้วยรางวัลเกียรติยศระดับชาติมากมายจากทั้งนายกรัฐมนตรี ป.ป.ส. และ ปปง. อย่างต่อเนื่องมาจนถึงปี 2568-2569 ทำให้ชื่อของ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ถูกจัดวางให้เป็นแคนดิเดตอันดับต้นๆ ที่มีความพร้อมสูงสุดในการก้าวขึ้นมารับไม้ต่อในฐานะผู้นำสูงสุดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติคนต่อไป.