สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 17 ม.ค.ว่าสนธิสัญญาที่ว่าด้วยการจัดระเบียบการใช้ทรัพยากรพันธุกรรมและความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลในพื้นที่ที่อยู่นอกเขตอำนาจรัฐ หรือ บีบีเอ็นเจ หรือ “สนธิสัญญาทะเลหลวง” ( Biodiversity Beyond National Jurisdiction – BBNJ ) มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการแล้ว


ทั้งนี้ สนธิสัญญาครบกำหนดการให้สัตยาบันให้ได้ 60 ประเทศ เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2568 เพื่อให้มีผลบังคับใช้ในอีก 120 วันหลังจากนั้น คือวันที่ 17 ม.ค. 2569 ปัจจุบัน มีประเทศให้สัตยาบันแล้วกว่า 80 ประเทศ รวมถึงจีน บราซิล และญี่ปุ่น ส่วนสหรัฐลงนามแล้วแต่ยังไม่ได้ให้สัตยาบัน


สนธิสัญญาดังกล่าวเป็นกรอบการทำงานที่มีผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อให้รัฐภาคีร่วมกันรับมือกับภัยคุกคาม เช่น การทำประมงเกินขนาด และเพื่อบรรลุเป้าหมายในการปกป้องสิ่งแวดล้อมทางทะเลให้ได้ 30% ภายในปี 2573


การเจรจาเกี่ยวกับสนธิสัญญาฉบับนี้ได้รับการสรุปผล เมื่อเดือนมี.ค. 2566 หลังมีการเจรจายาวนานถึง 15 ปี ซึ่งจะอนุญาตให้มีการสร้างเครือข่ายทั่วโลกของ “เขตพื้นที่คุ้มครองทางทะเล” ในระบบนิเวศมหาสมุทรซึ่งตั้งอยู่ในน่านน้ำสากล ที่ก่อนหน้านี้ไม่มีกฎหมายควบคุม พื้นที่ดังกล่าวคิดเป็น 2 ใน 3 ของมหาสมุทรทั้งหมด หรือครึ่งหนึ่งของพื้นผิวโลก ซึ่งนี่เป็นครั้งแรกที่มีระบอบกฎหมายที่ครอบคลุมมาบังคับใช้


นอกจากนี้ รัฐภาคีต้องทำการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากกิจกรรมที่มีผลต่อนิเวศวิทยาทางทะเล และสร้างกลไกการแบ่งปันผลประโยชน์จาก “เศรษฐกิจสีน้ำเงิน” ( Blue Economy ) เช่น ทรัพยากรพันธุกรรมทางทะเลที่ใช้ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ


อย่างไรก็ตาม สนธิสัญญาฉบับนี้กลับจะมีผลกระทบน้อยมากต่อหนึ่งในภัยคุกคามสำคัญ นั่นคือ “การทำเหมืองในทะเลลึก” เนื่องจากการกำกับดูแลการขุดเจาะทรัพยากรแร่ธาตุจากใต้พื้นมหาสมุทร เป็นหน้าที่ของ “องค์กรพื้นดินใต้มหาสมุทรระหว่างประเทศ” ( ไอเอสเอ ) ซึ่งอยู่นอกเหนือขอบเขตของสนธิสัญญาบีบีเอ็นเจ.

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES