เวลาเราเดินทางไปสนามบิน เชื่อไหมครับว่าสถานที่ที่เรามักจะระแวงเรื่องความสะอาดมากที่สุด คงหนีไม่พ้น “ห้องน้ำ” ใช่ไหมครับ? แต่ความจริงที่น่าตกใจจากงานวิจัยล่าสุด อาจทำให้เราต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ เพราะ “ภัยเงียบ” ที่แท้จริงนั้น ซ่อนอยู่ในจุดที่เราสัมผัสกันอย่างคุ้นชิน จนแทบไม่ได้ระวังตัว

จากการศึกษาและวิเคราะห์ด้านสุขอนามัย พบว่าจุดที่มีเชื้อโรคสะสมมากกว่าโถส้วมหลายเท่า คือจุดที่มีการ “สัมผัสซ้ำ” จากผู้คนนับพันในแต่ละวัน และนี่คือ 3 จุดเสี่ยงที่คุณอาจมองข้ามไป

  1. ตู้เช็กอินด้วยตนเอง (Self-Check-in Kiosk)

เทคโนโลยีที่ช่วยให้เราสะดวกสบาย แต่กลับกลายเป็นแหล่งสะสมแบคทีเรียที่น่ากลัวที่สุด!

หน้าจอสัมผัสเหล่านั้น ถูกแตะโดยนิ้วมือของผู้เดินทางนับไม่ถ้วน และด้วยความที่ต้องเปิดใช้งานตลอดเวลา การทำความสะอาดฆ่าเชื้อในทุกครั้งหลังใช้จึงแทบเป็นไปไม่ได้

จากสถิติพบว่ามีแบคทีเรียสะสมสูงถึง 250,000 โคโลนี (มากกว่าที่เจอในชักโครกเสียอีก!) ไวรัสบางชนิดสามารถเกาะอยู่บนจอนี้ได้นานหลายวันโดยที่เราไม่รู้ตัว

  1. ตะกร้าพลาสติก ณ จุดตรวจค้น (Security Bins)

จุดนี้คือจุดที่เรา “หลีกเลี่ยงไม่ได้” ต้องหยิบจับ

เรามักจะวางกระเป๋าสตางค์ นาฬิกา หรือแม้แต่ “โทรศัพท์มือถือ” ลงไปในตะกร้าโดยตรง ซึ่งตะกร้านี้ผ่านการใช้งานวนเวียนซ้ำแล้วซ้ำเล่า

งานวิจัยพบว่ากว่าครึ่งหนึ่งของตะกร้าเหล่านี้ มีเชื้อไวรัสไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ปนเปื้อนอยู่

คำแนะนำคือ เลี่ยงการวางมือถือหรือแว่นตาลงในตะกร้าโดยตรง ควรใส่ในกระเป๋าอีกชั้น หรือใส่ถุงซิปล็อกก่อนวางลงไป

  1. ราวบันไดเลื่อน

อีกหนึ่งจุดสัมผัสที่เราจับเพื่อความปลอดภัย แต่อาจได้ของแถมเป็นเชื้อโรค

ด้วยวัสดุที่เป็นยางและมีร่องเล็กๆ ทำให้คราบไขมันและสิ่งสกปรกฝังตัวได้ง่าย ยากต่อการมองเห็นด้วยตาเปล่า และเป็นบ้านที่อบอุ่นของแบคทีเรียนานาชนิด

กลายเป็นว่า ห้องน้ำในสนามบินกลับเป็นที่ที่มีสุขอนามัย “ดีกว่าที่คิด” เพราะแม่บ้านมักจะเข้ามาทำความสะอาดบ่อยครั้ง และมีตารางเวลาที่ชัดเจน ต่างจากจุดสัมผัสสาธารณะอื่นๆ ที่มักถูกละเลย

เพื่อให้ทุกคนไม่ตื่นตระหนก จนไม่กล้าแตะต้องอะไรเลย ป้องกันตัวเองง่ายๆ

  1. พกเจลแอลกอฮอล์ติดตัว – หลังเช็กอินหรือผ่านจุดตรวจ ให้รีบใช้เจลล้างมือทันที
  2. ลดการสัมผัสโดยตรง – หากเป็นไปได้ ใช้อุปกรณ์ช่วยกด หรือทิชชูรองจับ
  3. ดูแลของใช้ส่วนตัว – อย่าลืมเช็ดทำความสะอาดมือถือบ่อยๆ หลังการเดินทางครับ

ที่มาและภาพ : insight korea, ai