นายราจีฟ ราจพุต นักวิเคราะห์อาวุโสของการ์ทเนอร์ บริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำของโลก เปิดเผยว่า รายได้อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกปี 68 มีมูลค่าอยู่ที่ 793 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ ประมาณ 24.78 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดย เซมิคอนดักเตอร์ เอไอ ซึ่งรวมถึงหน่วยประมวลผล, หน่วยความจำแบนด์วิดท์สูง และส่วนประกอบด้านเครือข่าย ยังเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตสำคัญของตลาดเซมิคอนดักเตอร์ โดยคิดเป็นเกือบหนึ่งในสามของยอดขายรวม และมีแนวโน้มครองตลาดนี้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สอดคล้องกับการคาดการณ์ว่าในปี69 นี้ ยอดใช้จ่ายโครงสร้างพื้นฐาน เอไอ จะมีมูลค่าเกินกว่า 1.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 40.63 ล้านล้านบาท

สำหรับผู้นำในตลาด อันดับ 1 คือ เอ็นวิเดีย ในปี 68 มีรายได้ที่สูงกว่า 126 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 3.94 ล้านล้านบาท คิดเป๋นส่วนแบ่งการตลาด 15.8% และกลายเป็นผู้จำหน่ายรายแรกที่มียอดขายเซมิคอนดักเตอร์ทะลุ 100 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 3.125 ล้านล้านบาท มีส่วนผลักดันการเติบโตของอุตสาหกรรมกว่า 35% ขณะที่ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ ยังเป็นอันดับ 2 โดยมีรายได้อยู่ที่ 73 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ 2.27 ล้านล้านบาท ซึ่งรายได้หลักมาจากชิปหน่วยความจำ เพิ่มขึ้น 13% ขณะที่รายได้จากผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่หน่วยความจำกลับลดลง 8% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่ เอสเค ไฮนิกซ์ ขึ้นมาอยู่อันดับ 3 และในปี 68 มีรายได้รวมสูง 61 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 1.90 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า จากอุปสงค์ที่แข็งแกร่งของชิปหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูง เอชบีเอ็ม สำหรับใช้ในเซิร์ฟเวอร์ เอไอ ส่วนทางอินเทล ได้ สูญเสียส่วนแบ่งการตลาด ช่วงสิ้นปีที่ผ่านมาครองส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 6% ซึ่งนับเป็นครึ่งหนึ่งของส่วนแบ่งที่เคยได้รับ เมื่อปี 64
นายราจีฟ กล่าวต่อว่า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เอไอ ผลักดันให้เกิดความต้องการโปรเซสเซอร์ เอไอ , เอชบีเอ็ม และชิปเครือข่ายระดับสูง โดยในปี 68 ชิป เอชบีเอ็ม คิดเป็น 23% ของตลาดชิป หน่วยความจำหลักแบบชั่วคราว โดยมียอดขายทะลุ 30 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 9.33 แสนล้านบาท ขณะที่โปรเซสเซอร์ เอไอ มียอดขายทะลุ 200 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 6.22 ล้านล้านบาท และภายในปี 72 คาดการณ์ว่าชิป เอไอ จะครองส่วนแบ่งยอดขายในตลาดเซมิคอนดักเตอร์เกินกว่า 50% ด้วย.



