หายหน้าหายตาจากสื่อไปพักใหญ่สำหรับพระเอกและนักร้องดัง โตโน่-ภาคิน คำวิลัยศักดิ์ ล่าสุดเขาปรากฎตัวพร้อมให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในงาน เปิด Line-up ภาพยนตร์ปี 2026 – 2027 The Magic of The Future ณ @ CALYPSO BANGKOK Asiatique The Riverfront เจ้าตัวก็เล่าถึงเรื่องราวที่หายหน้าไปก่อนหน้านี้ ไหนจะเรื่องที่ไปทำธุรกิจและตอนนี้ขอไม่รับงานแสดงและคอนเสิร์ตเพราะอยากทุ่มเทให้กับฟุตบอลอีกด้วย

โตโน่ เผยว่า “ไปอยู่ขอนแก่นมา 6 เดือนครับ กลับจากยุโรปก็ไปอยู่ขอนแก่นเลย ไปบริหารฟุตบอลขอนแก่น เอฟซีครับ ตอนนี้เราอยู่อันดับที่ 3 ของภาคอีสาน แต่เป้าหมายของเรามันใหญ่มาก ก็คืออยากให้ทีมขึ้นชั้นได้สำเร็จ อยากทำให้คนขอนแก่นได้ภูมิใจ ตอนนี้ก็จะอยู่ขอนแก่นเป็นหลักครับ พอตัดสินใจเข้ามาบริหารตั้งแต่เมื่อต้นปีที่แล้วที่รู้ว่าจะต้องมาทำครับ ตอนนี้ตำแหน่งผมคือประธานทีมขอนแก่น เอฟซีครับ แล้วก็เป็นนักเตะด้วยครับ แต่เรื่องเล่นไม่ใช่เรื่องหลัก คือผมซ้อมเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง และมีความสุขกับการเล่นฟุตบอล แต่หลักๆ คือการบริหารทีมครับ และทำยังไงให้นักฟุตบอลของเรามีความเป็นอยู่ที่ดี ทำยังไงให้แฟนบอลมีความสุข และได้ดูฟุตบอลที่สนุก เป้าหมายคือเป็นที่ 1 ผมว่ามันไม่ได้ง่ายขนาดนั้นครับ ผมคิดว่าเราคงต้องไปทีละสเต็ป แต่ความสำคัญจริงๆ แล้วมันไม่ได้อยู่ที่การขึ้นชั้นหรือไม่ขึ้น จริงๆ คือเรากำลังทำอะไรให้กับวงการฟุตบอลมากกว่า สนามซ้อมเรามีคุณภาพหรือยัง ความเป็นอยู่ของนักเตะมีความมั่นคงหรือยังกับเงินเดือนของเขา จ่ายเงินเดือนตรงมั้ย นักเตะเรามีความเป็นอยู่ยังไง รวมถึงแฟนบอลของพวกเราสามารถรวมใจกันได้มั้ย เราใช้ฟุตบอลเป็นเหมือนหัวใจในการปั้มเลือด เพื่อจะได้ไปหล่อเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย ซึ่งตรงนั้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องของพ่อค้าแม่ค้า เด็กๆ คุณพ่อคุณแม่ที่วันเสาร์อาทิตย์เขาจะได้มีเวลาร่วมกันที่สนามกีฬา ผมว่ามันเป็นเรื่องที่ดี”
“เรื่องสปอนเซอร์ที่เข้ามาเพราะภาพลักษณ์เรา ปีนี้เรามีสปอนเซอร์เยอะครับ จากเมื่อก่อนเราสปอนเซอร์น้อยครับ จริงๆ ผมคิดว่าผมเป็นส่วนนึงครับ แต่ทุกๆ คนก็ซ่วยกัน พี่เมย์ผู้จัดการผมก็ไปช่วยการตลาด ท่านเจ้าของสโมสรด้วย คือทุกคนช่วยกันมันถึงรอดในยุคเศรษฐกิจแบบนี้ และเราต้องใช้เงินตั้งหลายล้านต่อฤดูกาลนึง มันก็ไม่ได้ง่าย คือทุกคนลดความเป็นตัวเองลงหมด และมองให้จังหวัด อนาคตของเด็ก ความรู้สึกของแฟนบอลเป็นสิ่งสำคัญ เมื่อก่อนเริ่มจากคน 300-400 คน ให้บัตรฟรียังไม่ไปดูเลย ทุกวันนี้พันกว่าคน เราขายบัตรได้ เราขายเสื้อได้ ผมว่าผมพอใจ แต่เราไปได้อีกเยอะครับ ขอนแก่นเป็นจังหวัดใหญ่ครับ เรื่องงานคอนเสิร์ต ผมไม่รับงานคอนเสิร์ตเลยครับ ผมคุยกับทางผู้จัดการไว้แล้วว่าทัวร์ยุโรปปีที่แล้วจะเป็นการทัวร์คอนเสิร์ตยาวๆ สุดท้าย และนอกนั้นผมจะทุ่มเท 100% ให้กับฟุตบอล งานแสดงอะไรที่ส่งมาก็ปฏิเสธครับ แต่พอดีทางพี่เกรียงเขายอมรอให้จบฤดูกาล”

โตโน่ เล่าต่อว่า “ที่ปฏิเสธคือปฏิเสธเงินด้วยคือที่ผ่านมาผมอยู่มาเกือบ 20 ปี และผมเป็นคนที่ไม่ได้ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเลย และผมก็ทำธุรกิจหลายอย่าง ทำโปรตีน ทำเรื่องที่ดี ทำมาตั้งแต่โควิดแล้วที่ชาวบ้านมีปัญหาหนี้นอกระบบ เราก็ให้ชาวบ้านมาเป็นหนี้เราแทน จากปกติเขาต้องจ่ายร้อยละ 10 ต่อเดือน เขาก็จ่ายผมร้อยละบาท ผมก็แฮปปี้แล้ว เราอาจจะได้น้อยในสายตาบางคน แต่ในมุมของผมพอใจแล้ว และผมได้ช่วยชาวบ้าน ชาวบ้านก็มีความสุข ผมก็มีความสุข แล้วถ้าผมไม่ใช้จ่ายเกินตัวผมก็ไม่ลำบาก ดังนั้นผมจะมีเวลาร้อยเปอร์เซ็นแน่ๆ ในการจะโฟกัสกับสโมสรฟุตบอลของผม จังหวัดของผม”
“ที่ผมไปช่วยชาวบ้าน ก็ทำมาตั้งแต่ช่วงโควิดครับ ผมไม่ได้บอกใคร เริ่มจากเล็กๆ ก่อน เริ่มจากเรารู้ว่าชาวบ้านเป็นหนี้นอกระบบ แล้วก็โดนทวงหนี้เยอะๆ จ่ายดอกเยอะๆ ดอกก็เกินกว่ากฎหมายกำหนด พอเราได้เข้าไป ก็คือผมแฮปปี้กับธุรกิจของผมที่เราเอาดอกแค่ร้อยละบาท จากที่เขาจะต้องจ่ายเดือนละแสน ก็มาจ่ายเดือนละหมื่น ช่วยเขาได้ตั้งหลายเท่า และแทนที่เราจะฝากเงินไว้กับธนาคารเฉยๆ เงินผมก็โตขึ้นเรื่อยๆ เล่นคอนเสิร์ต ถ่ายหนัง ได้พรีเซนเตอร์ เราเอาเงินนั้นมาลงทุนอสังหาริมทรัพย์ การขายฝาก จำนองที่ดิน เพียงแต่เราทำมา 4-5 ปี เราไม่เคยยึดที่ใครเลย และเราก็ช่วย แต่เขาก็ต้องรับผิดชอบดอกที่เราตกลงกันไว้ มันอาจจะน้อย แต่ก็ต้องรับผิดชอบนะ เพราะขายฝากจะไม่เหมือนจำนองตรงที่ที่ดินจะเป็นของผมเลย ถ้าผมจะยึดผมก็มีสิทธิได้เลย ถ้าเกิดครบกำหนดแล้วเขาไม่ยอมมาจ่ายต้นให้ผม แต่เป้าหมายของเราไม่ได้อยากจะมีที่ดิน เราไม่ได้อยากมีบ้านหลายหลัง เราแค่อยากได้ร้อยละบาทของเรา ดังนั้นขอแค่เขารับผิดชอบตามกฎหมาย ทำให้ถูกกฎหมายทุกอย่าง เพราะเวลาบางคนลำบากเดือดร้อน เขาอาจจะหน้ามืด พูดอะไรก็ยอมหมด แต่พอถึงเวลาจริงๆ เขาไม่รับผิดชอบในสิ่งที่ตกลงกันไว้ คนลำบากจะกลายเป็นเรา ดังนั้นทุกอย่างต้องชัดเจนและถูกกฎหมาย แต่ทุกคนเขาก็สบายใจตรงที่เขารู้ว่าเราไม่ยึดที่เขา ถามว่าที่ผ่านมามีปัญหาไหม คือไม่มีเลยครับ ด้วยความที่เราเก็บดอกน้อยมาก และไม่มีค่าขวัญถุงอะไร ตอนแรกเขาอาจจะงง เพราะผมใช้ชื่อว่าลุงดำ ไม่ได้ใช้ชื่อโตโน่ แต่ตอนหลังพอเขาไปเจอผมที่สำนักงานที่ดิน เขาก็ดีใจและอุ่นใจว่าที่เขาอยู่กับโตโน่ และเราไม่ได้ทำเป็นธุรกิจใหญ่โต เพราะเราไม่มีหุ้นส่วน เราคนเดียว ใช้เงินเก็บของเราหลายปีมาทำ”

ขอขอบคุณภาพประกอบจากอินสตาแกรม mootono29



