ถูกพูดถึงหนักมากทีเดียวสำหรับเรื่องราวในรายการ PrimeCast With PUNPUN ที่ชวนนักแสดงสาว “ญดา-นริลญา กุลมงคลเพชร” มาเปิดใจว่าจากเด็กอินโทรเวิร์ตหลังกล้อง สู่การเป็นนักแสดงที่แบกความกดดัน เล่าชีวิตหลังกล้องที่ไม่ค่อยมีใครรู้ การเติบโตมากับคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว กดดันจากบทบาทและการโดนคอมเมนต์รูปลักษณ์ รวมถึงประสบการณ์ป่วยเป็นไทรอยด์ หอบหืด และแพนิคจากการโหมงานหนัก ความคาดหวังในวงการ อาการแพนิคที่เกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว และมุมมองชีวิตที่เปลี่ยนไปเมื่อเริ่มดูแลใจตัวเองมากขึ้น

ญดา เผยว่า “หนูเข้าวงการตั้งแต่อายุ 13 ปีค่ะ เริ่มจากแคสโฆษณาค่ะ แล้วก็ค่อย ๆ ได้มาเล่นซีรีส์ของนาดาว ปีแรกเลยจะเป็นโฆษณาอย่างเดียว พอเริ่มเข้าปีที่ 2 ก็จะเริ่มมาซีรีส์แล้วก็ละครเลย เราโตมาแบบคุณแม่เข้มงวดมาก ๆ เลย เหมือนคุณแม่เป็น single mom ใช่ไหม แล้วก็จะสนิทกับคุณแม่มาก คุณแม่ก็สอนมาแบบให้มีความเป็นผู้หญิงมาก ๆ ก็คือต้องมีระเบียบวินัย จะต้องพูดเพราะ ต้องเรียบร้อย ชีวิตวัยเด็กของหนูก็ต่างจากเด็กทั่วไป เพราะว่าเพื่อนคนอื่น ๆ เขาก็อาจจะมีวันหยุด ไปหาความสุขจากครอบครัวหรือจากเพื่อน หรือหากิจกรรมทำ แต่เราก็คือไม่ใช่แค่เฉพาะวันหยุด วันธรรมดาเราก็เริ่มต้นทำงานแล้ว วัยเด็กเราเงียบมาก เป็นเด็ก introvert เลย ขี้อายด้วย ไม่ค่อยกล้าแสดงออก แต่ถ้าเกิดไปอยู่ที่หน้ากล้องหรือว่าเป็นการแคสงาน ชอบมากจะกล้าแสดงออก”
“คุณแม่สนับสนุนนะคะให้เข้าวงการ คุณแม่เป็นคนเดียวเลยในบ้านตอนนั้นที่สนับสนุน อยากให้ทำงานในวงการบันเทิง จริง ๆ ก็ไม่ได้เรียกว่าทำงานหรอก เหมือนคุณแม่รู้สึกว่าเห็นลูกทำแล้วทำออกมาได้ แล้วคุณแม่ภูมิใจ เหมือนทุกครั้งเวลาที่คุณแม่ไปยืนดูเราทำงานอย่างนี้ เขาจะร้องไห้ทุกครั้งเลย เขารู้สึกว่าภูมิใจ มันตื้นตัน ที่อยากเป็นนักแสดง ตั้งแต่ปีแรกเลยค่ะ ปีแรกก็เริ่มต้นแคสโฆษณาแล้วก็ได้งานโฆษณาเยอะมาก ๆ ไปโรงเรียนแค่เป็นหลัก 10 วัน แล้วก็เริ่มรู้แล้วว่าอันนี้แหละที่เราจะต้องทำมันเป็นอาชีพหลัก รองคือการเป็นนักเรียน ก็เลยเริ่มต้นทำงานตั้งแต่ตอนอายุ 13-14 เลย เพราะว่าปีแรกถ่ายโฆษณาไปตั้ง 70 กว่าตัวแล้วมันทำงานทุกวันเลย จะวันฟิตติ้งวันถ่าย 70 กว่าตัว”
ญดา เล่าต่อว่า “เรื่องป่วย หอบหืดคิดว่าน่าจะได้รับอิทธิพลมาจากคุณแม่ เพราะคุณแม่เป็น แล้วเหมือนเราก็ไม่ได้เป็นมาตั้งแต่ตอนเด็ก ๆ แต่ว่าพอเราทำงานเยอะ ๆ ในช่วงหลัง ๆ มา แบบ 3-4 ปีที่ผ่านมาแล้วเราเริ่มมีอาการเป็นหอบหืด แต่คือเราไม่เคยไปทำ allergy test เราไม่เคยตรวจว่าแพ้อะไรด้วย ซึ่งที่บ้านเราเลี้ยงแมว 8 ตัว แล้วเราเพิ่งไปตรวจเจอว่าเราแพ้แมวขั้นรุนแรง แบบแพ้ขนแมว มันก็เลยทำให้เราเพิ่งจะเริ่มมีอาการเมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมานี่เอง อาการก็คือจะรู้สึกหายใจไม่ค่อยสะดวก แน่นหน้าอก แล้วก็รู้สึกว่าเราหายใจเข้าไปได้แค่นิดเดียว เหมือนหลอดลมเรามันคล้ายหลอด แล้วเหมือนกับว่าเราบีบหลอดไว้ แล้วมันมีรูหายใจแค่นิดเดียว อาการป่วยกระทบชีวิตประจำวันนะคะ เหมือนตอนช่วงที่เราต้องถ่ายฉากใต้น้ำอย่างนี้ อันนี้คือมีผลมาก ๆ เพราะว่าเจออากาศชื้น อากาศหนาวเย็นเกินไปก็ไม่ได้ เหมือนยิ่งลงไปใต้น้ำเหมือนเราหายใจได้ไม่ดีอยู่แล้ว แล้วมันยิ่งไปกระตุ้นข้างในด้วย เคยถ่ายใต้น้ำแล้วเหมือนหายใจได้ไม่ทัน แล้วก็ตะคริวกินท้องไปเลย เหมือนมันมีอาการแพนิคร่วมด้วย เพราะเราหายใจได้ไม่ดีอยู่แล้ว ก็เลยเข็ดกับฉากใต้น้ำอยู่”

“แต่การเป็นไทรอยด์เป็นพิษเราไม่รู้ไงว่ามันเป็นไทรอยด์ เหมือนก่อนหน้านี้เราคิดว่าเราเป็นหอบหืดอย่างเดียว แล้วเราก็ไม่เคยไปตรวจจริง ๆ จัง ๆ ว่าอาการที่เราเป็นแบบหัวใจเต้นเร็ว เหนื่อยง่าย เราคิดว่ามันมาจากหอบหืดตลอด แล้วมันมีวันหนึ่งอยู่ ๆ ญดาเดินในบ้าน เป็นวันหยุดใช่ไหม เดินจากโซฟาไปเข้าห้องน้ำ แล้วเราใส่นาฬิกา มันขึ้นว่าหัวใจเราเต้น 150 คิดในใจแล้วว่าโรคหัวใจถามหา ต้องให้หมอดูแลหัวใจ (หัวเราะ) ก็เลยไปหาคุณหมอเรื่องโรคหัวใจ สุดท้ายแล้วคุณหมอก็จับตรวจไทรอยด์ด้วย เพราะว่ามันอาจจะมาจากโรคแล้วมีผลข้างเคียงเรื่องหัวใจ ก็ได้รู้ว่าเป็นไทรอยด์เป็นพิษ เราจะหัวใจเต้นเร็ว เราจะเหนื่อยง่าย ฮอร์โมนเราจะแปรปรวน ประจำเดือนมาไม่ปกติ แล้วก็เรื่องของอารมณ์เราด้วย ก็อาจจะ sensitive ง่ายหน่อย คุณหมอรักษาโดยการให้ทานยาค่ะ เป็นยาควบคุมอาการไทรอยด์ แล้วก็ยาลดการอัตราการเต้นหัวใจ ไทรอยด์มีสองแบบมันจะมีไฮเปอร์กับไฮโป ก็คือเราเป็นไฮเปอร์จะผอม ไฮโปรเป็นแบบอ้วน แต่เราอ้วน”
“ถามว่าดูแลตัวเองยังไง ชีวิตของญดาก็คือก่อนหน้านี้ต้องยอมรับเลยว่า ก่อนที่เราจะรู้ว่าเราเป็นโรคหอบหืดแล้วก็เป็นโรคไทรอยด์ เราใช้ร่างกายหนักมาก เพราะว่าเรารู้สึกว่าเราอยากทุ่มเทให้กับงานมันออกมาดีที่สุด โดยที่เราอาจจะไม่ได้ถามสุขภาพขนาดนั้น ว่าไหวไหม ไม่ได้ถามร่างกาย แต่คือลึก ๆ ก็รู้แหละว่าเราใช้เยอะ แต่เราคิดว่าไม่เป็นไรเหมือนใจเราไหว แล้วเราก็คิดเองว่าเรายังอายุน้อยอยู่ ซึ่งอยากเตือนทุกคนตรงนี้เลยว่า มันไม่ใช่แค่อายุน้อย แล้วมันจะสุขภาพแข็งแรงดีไม่เป็นอะไร ไม่ป่วย อายุน้อยก็ป่วยได้ เหมือนครั้งแรกที่ญดารู้ว่าญดาป่วยเป็นไทรอยด์ ร้องไห้เลย ตกใจ คือรู้ว่าโรคนี้ไม่ได้ร้ายแรง รู้แต่เสียใจ ที่ผ่านมาเราละเลยร่างกาย ไม่ได้ดูแลสุขภาพเราขนาดที่มันควรจะเป็น เพราะเราใช้เขาเยอะมาก ตอนนี้ก็คือดูแลสุขภาพโดยการที่พยายามไปตรวจสุขภาพบ่อย ๆ เพราะว่าร่างกายมันอยู่ข้างในเหมือนรถต้องเข้าเช็กระยะ เรามองไม่เห็นว่าเขาเป็นยังไงบ้างแล้ว ก็พยายามติดตามสถานะอาการสุขภาพของเราเรื่อย ๆ แล้วก็พยายามหันมาออกกำลังกาย จากก่อนหน้านี้เราไม่ออกกำลังกายเลย เพราะว่าเหนื่อยแล้วจากการทำงานก็กลับมานอน กลับมานอนพักเลยทันที ก็พยายามออกกำลังกายมากขึ้น เลือกทานอาหารที่มันมีประโยชน์มากขึ้น ชอบเล่นโยคะ เพราะว่าเหมือนตอนคุณหมอบอกว่ายังไม่อยากให้ออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอหรือทำอะไรที่หัวใจมันจะเต้นเร็วขึ้นมา เหมือนกับว่ามันจะเป็นหอบแล้วก็บวกกับไทรอยด์แล้วก็กลายเป็นแพนิค จริง ๆ น่าจะ 2 อย่างควบคู่กันด้วย เพราะว่าเหมือนหอบหืดทำให้เราหายใจได้ไม่สะดวก เวลาที่เราถูกกระตุ้นแล้วคือช่วงนั้นเราถูกกระตุ้นจริง ๆ เพราะเราออกกองถ่ายที่เราเจอ smoke แล้วมันกระตุ้นหนักมาก เป็นช่วงที่เข้าห้องฉุกเฉินบ่อยมาก เลิกกองหรือยังไม่ทันเลิกกองก็คือถูกหามเข้าห้องฉุกเฉิน เพราะมันเจอ smoke หนัก หลอดลมมันตีบมาก ๆ จนมีเสียงวี้ดในปอด 2 ข้าง แล้วก็ตอนนั้นคือเรายังไม่รู้ว่าเราเป็นไทรอยด์ แต่ตอนนี้คือเรารู้แล้วว่ามันบวกกับอาการไทรอยด์ด้วย ตรงที่ว่าหัวใจเรามันเต้นเร็วมาก ๆ แล้วมันบวกกับตอนนั้นเราเจอกับเหตุการณ์ที่มันสะเทือนใจ กับการเหนื่อยจากการทำงานด้วย มันประดังประเดมากทับถมหนูมากจนอยู่ ๆ ก็กลายเป็นว่าอยู่ในที่สาธารณะแล้วร้องไห้ฮือออกมาเลยแบบโฮออกมาเลย เหมือนเป็นแพนิคออกมา เหมือนมันค่อย ๆ เริ่มจากมันมีอะไรไปกระตุ้นความรู้สึกเรา แล้วเราก็มีอาการหอบอยู่แล้วไทรอยด์อยู่แล้ว แล้วเราก็รู้สึกว่ามือสั่น คือตอนนั้นใจมันไปแล้ว แต่ว่าอาการทางร่างกายมันออกจากมือก่อน เหมือนมือสั่น ใจเต้นเร็ว หายใจติดขัดไม่สะดวก รู้สึกเลยว่าเหมือนที่มันแคบลง เหมือนภาพเราถูกบีบลงมา แล้วเหมือนเรากำลังจะถูกทับ หายใจไม่ได้ เหมือนกำลังจะตาย”
“ตอนนั้นอยู่ที่สาธารณะค่ะ วันนั้นไม่ใช่อีเวนต์ วันนั้นเหมือนเสร็จจากงานแล้วไปกินข้าว แล้วโชคดีที่อยู่กับหมอเจี๊ยบ ลลนา พี่เจี๊ยบก็บอก “เป็นไรป่าวเนี่ย ๆ” แล้วคือสัญชาตญาณของแพทย์ เขาก็รีบพาเราออกไปอยู่ในที่โล่ง ที่อากาศถ่ายเท แล้วเขาก็แบบว่าใจเย็น ๆ นะ ค่อย ๆ หายใจเข้า หายใจออก แล้วพอเราถูกย้ายบรรยากาศจากอยู่ในอินดอร์มาเอาต์ดอร์มันก็รู้สึกว่ามันค่อย ๆ ดีขึ้น”




