เมื่อวันที่ 21 ม.ค. รายงานภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยผลการสอบปากคำกรณีนายโอภาส เฉิดพันธุ์ กรรมการบริษัท ทีไอดีซี เวิล์ดเวิร์ส จำกัด และบริษัท เอ็มวิชั่น จำกัด (มหาชน) ภายหลังจากที่วานนี้ (20 ม.ค.) นายโอภาสได้เข้าให้ข้อมูลในฐานะพยานกับคณะพนักงานสอบสวนคดีสแกนม่านตาแลกเหรียญดิจิทัล ว่า วานนี้คณะพนักงานสอบสวนคดีสแกนม่านตาได้ดำเนินการสอบสวนปากคำนายโอภาส ในฐานะพยานตั้งแต่เวลา 16.00 น. จนถึง 22.00 น. หรือเป็นเวลากว่า 6 ชั่วโมง ซึ่งค่อนข้างให้ความร่วมมือกับคณะพนักงานสอบสวนเป็นอย่างดี
โดยนายโอภาสได้นำเอาพยานเอกสารและพยานหลักฐานที่เกี่ยวกับการดำเนินงานต่าง ๆ ของบริษัท ทีไอดีซี เวิล์ดเวิร์ส จำกัด และบริษัท เอ็มวิชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีนายโอภาสเป็นกรรมการ เข้าชี้แจงกับคณะพนักงานสอบสวน ส่วนในกรณีที่นายโอภาสได้ชี้แจงกับสื่อมวลชนว่า บริษัทฯ ของตนดำเนินการเพียงจัดหาสถานที่วางเครื่องสแกนม่านตาเท่านั้น แต่ไม่ได้เป็นผู้ดำเนินการนำเข้าเครื่องสแกนม่านตาแต่อย่างใดนั้น ซึ่งประเด็นดังกล่าว นายโอภาสก็ได้ยืนยันในข้อเท็จจริงนี้เช่นเดียวกัน ซึ่งก็สอดคล้องกับการสืบสวนสอบสวนของคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เนื่องจากพบว่าโครงการดังกล่าวนี้เดิมทีแรกทางบริษัท ทีไอดีซี เวิล์ดเวิร์ส จำกัด เป็นผู้ดำเนินการรับงานจ้างมาจากบริษัท เวิล์ด (World) มาก่อนที่นายโอภาส จะเข้ามาซื้อหุ้นบริษัท ทีไอดีซี เวิล์ดเวิร์ส จำกัด และดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการบริษัทฯ แต่ปรากฏว่าไม่สามารถดำเนินกิจกรรมต่อได้ เพราะไม่มีบุคลากรเพียงพอ จึงทำให้จากเดิมที่บริษัท ทีไอดีซี เวิล์ดเวิร์ส จำกัด จะเป็นผู้ดำเนินการโปรเจกต์ยืนยันความเป็นมนุษย์เพียงเจ้าเดียว ก็มีพาร์ทเนอร์อย่าง บริษัท เอ็มวิชั่น จำกัด (มหาชน) ได้เข้ามาร่วมดำเนินการกิจกรรมด้วย โดยที่บริษัท เอ็มวิชั่น จำกัด (มหาชน) จะรับหน้าที่เกี่ยวกับการจัดหาสถานที่วางเครื่องสแกนม่านตา การทำมาร์เก็ตติ้ง (การตลาด) ส่วนบริษัท ทีไอดีซี เวิล์ดเวิร์ส จำกัด ก็ถอยบทบาทไปทำหน้าที่เกี่ยวกับการประสานงาน หรือ Moderator แทน
รายงานภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษ ระบุด้วยว่า กรณีที่นายโอภาสได้ชี้แจงต่อสื่อมวลชนว่าเครื่องสแกนม่านตาของโปรเจกต์ดังกล่าว บริษัทฯ ของตนเองไม่ได้เป็นผู้นำเข้า แต่เป็นในส่วนของบริษัท ทูลส์ ฟอร์ ฮิวแมนนิตี้ (Tools for Humanity – TFH) นั้น ในรายงานการสอบสวนของคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ก็พบข้อมูลสอดคล้องเช่นเดียวกัน โดยพบว่าเครื่องสแกนม่านตาเหล่านี้ เป็นของบริษัท ทูลส์ ฟอร์ ฮิวแมนนิตี้ (Tools for Humanity – TFH) จริง ซึ่งบริษัท ทูลส์ ฟอร์ ฮิวแมนนิตี้ฯ ถือเป็นบริษัทที่ทำเรื่องเกี่ยวกับเทคโนโลยีและการสแกนม่านตาอยู่แล้ว รวมถึงยังเป็นบริษัทลูกข่ายของบริษัท เวิล์ด (World) เพราะจริง ๆ แล้วบริษัท เวิล์ด (World) ดำเนินกิจกรรมหลายอย่าง ยกตัวอย่างเช่น เหรียญเวิล์ดคอยน์ (Worldcoin) เป็นต้น ดังนั้น หลังจากนี้กระบวนการที่คณะพนักงานสอบสวนต้องใช้ขยายผล คือ เครื่องสแกนม่านตาเหล่านี้ที่เข้ามาวางติดตั้งในประเทศไทยกว่าร้อยเครื่อง ได้ถูกนำเข้าโดยนิติบุคคลรายใดในไทยหรือไม่ เพราะเราพบข้อมูลเบื้องต้นว่าบริษัท ทูลส์ ฟอร์ ฮิวแมนนิตี้ (Tools for Humanity – TFH) ไม่ได้มีตัวแทนจัดจำหน่ายเครื่องสแกนม่านตาในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม เรายังพบข้อมูลน่าสนใจว่า นอกเหนือจากบริษัท ทูลส์ ฟอร์ ฮิวแมนนิตี้ (Tools for Humanity – TFH) ที่เรายังไม่พบตัวแทนจัดจำหน่ายเครื่องสแกนม่านตาในไทยนั้น แต่เหมือนจะมีบริษัทที่ปรึกษาด้านกฎหมายแห่งหนึ่งที่เป็นผู้ดูแลเรื่องนี้อยู่ คาดว่าคณะพนักงานสอบสวนจะพิจารณาเชิญผู้แทนของสำนักงานกฎหมายดังกล่าวมาให้ข้อมูลในฐานะพยาน

รายงานภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษ ระบุต่อว่า นายโอภาส ได้เข้ามาเป็นกรรมการบริษัท ทีไอดีซี เวิล์ดเวิร์ส จำกัด ด้วยการเข้าซื้อหุ้น ภายหลังภาพการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และบริษัทไพรม์ ออพ พอร์ทูนิตี้ ฟันด์ วิซีซี จากประเทศสิงคโปร์ (Prime Opportunity Fund VCC Singapore) เมื่อวันที่ 27 มี.ค. 67 กล่าวโดยเข้าใจง่าย คือ MOU เกิดขึ้นก่อนที่นายโอภาส จะเข้ามามีบทบาทกับบริษัท ทีไอดีซีฯ นายโอภาสจึงได้ให้ข้อมูลกับพนักงานสอบสวนว่าไม่ทราบข้อมูลเรื่องการลงนาม MOU ดังกล่าว และเมื่อนายโอภาสเข้ามาซื้อหุ้นเป็นกรรมการของบริษัท ทีไอดีซีฯ ก็ปรากฏว่า MOU ดังกล่าวก็ถูกยกเลิกทันที จึงให้การว่ายังไม่ทันได้ดำเนินการอะไร ทั้งนี้ ตามรายงานการสอบสวนของคณะพนักงานสอบสวน พบว่า โครงการสแกนม่านตาเพื่อยืนยันความเป็นมนุษย์เกิดขึ้นภายหลังจาก MOU นี้เช่นเดียวกัน แต่ในส่วนของไทม์ไลน์เครื่องสแกนม่านตา ได้ถูกนำเข้าไทยภายหลังจากที่นายโอภาสได้เข้ามาเป็นกรรมการของบริษัท ทีไอดีซีฯ จึงคาดว่าโปรเจกต์สแกนม่านตาเพื่อยืนยันความเป็นมนุษย์มันมีการวางแพลนงานและพูดคุยกันมาก่อนแล้วระหว่างบริษัท ทีไอดีซี เวิล์ดเวิร์ส จำกัด กับบริษัท เวิล์ด (World) แต่เพียงแค่ว่าในตอนนั้นมันยังไม่มีตัวแทนในไทยที่จะนำเข้าเครื่องสแกนม่านตา แต่หลังจากที่ MOU เกิดขึ้น ทางบริษัท ทีไอดีซีฯ ก็มาเป็นผู้ที่นำเข้าเครื่องสแกนม่านตา
รายงานภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษ ระบุเพิ่มเติมว่า ส่วนกรณีว่าจะต้องมีการผ่าเครื่องสแกนม่านตา จำนวน 4 เครื่องที่คณะพนักงานสอบสวนตรวจยึดมาได้จากบริษัท เอ็มวิชั่น จำกัด เพื่อตรวจดูอุปกรณ์ภายในเครื่องนั้น ทางคณะพนักงานสอบสวนได้มีการสอบถามพูดคุยกับนายโอภาสเรียบร้อยแล้ว แต่นายโอภาสได้ให้ข้อเสนอแนะว่าขอให้ทางพนักงานสอบสวนได้ไปสอบถามกับเจ้าของเครื่องตัวจริงก่อน ก็คือ บริษัท ทูลส์ ฟอร์ ฮิวแมนนิตี้ (Tools for Humanity – TFH) โดยถ้าหากสามารถหาแล็ป หรือทางตำรวจกองพิสูจน์หลักฐานสามารถดำเนินการได้ ก็คงจะมีการผ่าเครื่องต่อไป นอกจากนี้ จำนวนเครื่องสแกนม่านตาที่ก่อนหน้านี้ทางบริษัท ทีไอดีซี เวิล์ดเวิร์ส จำกัด และบริษัท เอ็มวิชั่น จำกัด (มหาชน) ได้เก็บจากการวางติดตั้งนั้น ก็ได้ส่งคืนกลับไปยังบริษัท ทูลส์ ฟอร์ ฮิวแมนนิตี้ (Tools for Humanity – TFH) มีจำนวนประมาณ 117 เครื่อง โดยพนักงานสอบสวนได้สอบถามถึงขั้นตอนการคืนกลับว่าดำเนินการอย่างไรบ้าง ทางนายโอภาส ก็ระบุว่า บริษัท ทูลส์ ฟอร์ ฮิวแมนนิตี้ (Tools for Humanity – TFH) ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ประสานขอรับเครื่องคืน และส่งแกร็บ (Grab) มารับเครื่องสแกนม่านตาคืนกลับไป
รายงานภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษ ระบุด้วยว่า สำหรับประเด็นว่าการสแกนม่านตาของผู้ใช้บริการว่าจะต้องได้รับเหรียญดิจิทัลด้วยหรือไม่นั้น ทางนายโอภาสยืนยันว่า ณ วันนั้นเขามีหน้าที่เพียงจัดหาสถานที่สำหรับวางเครื่องสแกนม่านตา เพราะยังเป็นกรรมการของบริษัท เอ็มวิชั่น จำกัด (มหาชน) ดังนั้น เหรียญดิจิทัลที่มาเกี่ยวข้องจากการสแกนม่านตา ก็จะเป็นความรับผิดชอบของบริษัท ทีไอดีซี เวิล์ดเวิร์ส จำกัด ซึ่งในข้อเท็จจริงเราก็พบว่า นายโอภาส ก็ได้เข้ามาซื้อหุ้นบริษัท ทีไอดีซีฯ จึงมาเป็นกรรมการของบริษัท ทีไอดีซีฯ ด้วย มันก็เป็นหลักปกติที่ผู้ที่เข้ามาดำเนินกิจการของบริษัทฯ อาจจะต้องรู้การดำเนินกิจกรรมโปรเจกต์ของบริษัทหรือไม่ อย่างไรก็ตาม นายโอภาสก็มีสิทธิที่จะชี้แจงในข้อเท็จจริงในส่วนของเขา ส่วนคณะพนักงานสอบสวนก็มีหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง ชั่งน้ำหนัก รวบรวมพยานหลักฐาน

รายงานภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษ ปิดท้ายว่า ก่อนหน้านี้ นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอีฯ คนปัจจุบันได้มอบหมายผู้แทนของกระทรวงดีอีฯ เข้าให้ข้อมูลกับคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษเรียบร้อยแล้ว ซึ่งก็เป็นข้อมูลเกี่ยวกับที่มาที่ไปของการจัดทำ MOU จึงทำให้ในวันศุกร์นี้ (23 ม.ค. 69) จะไม่ได้มีการสอบปากคำปลัดกระทรวงดีอีฯ คนปัจจุบันแต่อย่างใด ส่วนหลังจากนี้ คณะพนักงานสอบสวนก็จะได้มีการเชิญผู้แทนของสำนักงานกฎหมายแห่งหนึ่งที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบในส่วนของเครื่องสแกนม่านตามาสอบถามข้อมูลในฐานะพยานต่อไป และในกรณีของนายเบน สมิธ เนื่องด้วยตอนนี้คณะพนักงานสอบสวนยังคงดูรายละเอียดภาพรวมของบุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ MOU ซึ่งยังไม่พบว่านายเบน สมิธ เข้ามาเกี่ยวข้องโดยตรง จึงยังไม่ได้มีกำหนดการที่จะเชิญนายเบน สมิธ เข้ามาให้ข้อมูลในฐานะพยานแต่อย่างใด แต่ถ้าหากพบประเด็นใดที่จะต้องสอบถาม จึงจะมีการประสานขอให้เจ้าตัวได้เข้าให้ข้อมูล
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานเพิ่มเติมว่า รายละเอียดภายในเอกสาร MOU ระหว่างกระทรวงดีอีฯ และบริษัทสิงคโปร์ ค่อนข้างมีการกำหนดขอบเขตของงานที่กว้าง และโปรเจกต์สแกนม่านตาเพื่อยืนยันความเป็นมนุษย์ ก็ยังมีเนื้อหาที่ค่อนข้างจะเป็นส่วนหนึ่งในโครงการนำร่องในส่วนของ MOU แต่ในข้อเท็จจริงกลับไม่ปรากฏว่าโปรเจกต์สแกนม่านตาเพื่อยืนยันความเป็นมนุษย์นี้ ถูกบรรจุให้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการนำร่องของ MOU ฉบับดังกล่าวแต่อย่างใด แต่กลับถูกนำมาใช้ในสาธารณะก่อน.



