นายเกรียงไกร ไชยศิริวงศ์สุข ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 1 ปี 2569 (ต.ค.-ธ.ค. 2568) มีเรือเทียบท่ารวม 3,844 เที่ยว เพิ่มขึ้น 5.55% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ปริมาณสินค้าผ่านท่ารวม 32.32 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 6.82% และปริมาณตู้สินค้าผ่านท่ารวม 3.05 ล้าน ที.อี.ยู. เพิ่มขึ้น 10.65% ขณะที่ผลกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.80% อย่างไรก็ตามตั้งเป้าหมายว่าในปีงบประมาณ 2569 จะมีรายได้ประมาณ 1.7 หมื่นล้านบาท และมีกำไรกว่า 7 พันล้านบาท ใกล้เคียงกับปีงบประมาณ 2568

นายเกรียงไกร กล่าวอีกว่า ท่าเรือแหลมฉบัง (ทลฉ.) ยังคงเป็นท่าเรือที่สร้างรายได้หลักให้แก่ กทท. โดยไตรมาสที่ 1 มีเรือเทียบท่า 2,735 เที่ยว เพิ่มขึ้น 7.63% ปริมาณสินค้าผ่านท่า 27.80 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 9.26% และมีปริมาณตู้สินค้าผ่านท่ารวม 2.73 ล้าน ที.อี.ยู. เพิ่มขึ้น 12.28% โดยการเติบโตของสินค้าทั่วไป และสินค้าบรรจุตู้เพิ่มขึ้นถึง 9.46% ทั้งนี้เมื่อปีงบฯ 2568 ทลฉ. มีปริมาณตู้สินค้าผ่านท่าทะลุ 10.1 ล้าน ที.อี.ยู. เต็มขีดความสามารถในการรองรับ โดยสูงกว่าปีก่อนซึ่งอยู่ที่ประมาณ 8-9 ล้าน ที.อี.ยู อย่างไรก็ตามกลางปี 2569 จะเปิดให้บริการท่าเทียบเรือ D3 สามารถรองรับตู้สินค้าได้ประมาณ 1 ล้าน ที.อี.ยู. ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับตู้สินค้าของ ทลฉ. ได้เป็นประมาณ 11 ล้าน ที.อี.ยู.

นายเกรียงไกร กล่าวต่อว่า ทลฉ. อยู่ระหว่างเร่งรัดงานก่อสร้างโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 ปัจจุบันภาพรวมงานถมทะเลทั้ง 3 พื้นที่มีความคืบหน้าประมาณ 89% คาดว่ากลางเดือน ก.ค. 2569 จะแล้วเสร็จ 100% โดยในส่วนของพื้นที่ F1 ได้ดำเนินการถมทะเลแล้วเสร็จ ซึ่งจะต้องส่งมอบให้บริษัท จีพีซี อินเตอร์เนชั่นแนล เทอร์มินอล จำกัด (GPC) ผู้รับสัมปทานบริหารโครงการฯ โดยขณะนี้ กทท. ได้เชิญ GPC มาตรวจสอบมาตรฐานความหนาแน่นของงานถมทะเลในเชิงวิศวกรรม รวมถึงความเสี่ยงเรื่องแผ่นดินไหว ซึ่งก็ต้องมาตรวจสอบเรื่องความแข็งแรงให้สามารถรองรับแผ่นดินไหวได้ด้วย โดยต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนส่งมอบพื้นที่ให้กับ GPC อย่างเป็นทางการ

นายเกรียงไกร กล่าวด้วยว่า เมื่อถมทะเลแล้วเสร็จ จะยังไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ให้กับ GPC เพื่อไปดำเนินการก่อสร้างงานโครงสร้างพื้นฐานของท่าเรือได้เลย ต้องปรับปรุงคุณภาพให้ตรงตามสัญญาสัมปทาน ซึ่งขณะนี้พบว่าข้อกำหนดทางเทคนิคของสัญญาจ้างถมทะเล กับสัญญาสัมปทานไม่ตรงกัน โดยสัญญาจ้างถมทะเลกำหนดค่าทรุดตัวที่ต้องไม่เกิน 20 เซนติเมตร (ซม.) ตลอดระยะเวลา 30 ปี ขณะที่สัญญาสัมปทานกำหนดเป็นค่าความหนาแน่นสัมพัทธ์ไม่น้อยกว่า 70% เมื่อข้อกำหนดไม่เหมือนกัน จึงต้องใช้เทคนิคทางวิศวกรรมเข้ามาทดสอบ และพิสูจน์คุณภาพงานถม ซึ่งหากทาง GPC ไม่ยอมรับในผลการทดสอบ กทท. ต้องปรับปรุงแก้ไข อย่างไรก็ตามการทดสอบต้องรอดำเนินการหลังจากถมทะเลเสร็จแล้ว 100% จึงต้องเลื่อนแผนส่งมอบพื้นที่ให้ GPC จากเดิมปลายปี 2568 ออกไปไม่มีกำหนด

นายเกรียงไกร กล่าวอีกว่า หาก GPC ไม่ยอมรับผลการทดสอบต้องนำหารือกับคณะกรรมการ (บอร์ด) กทท. รวมถึงคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ว่าต้องดำเนินการ หรือเพิ่มเติมอย่างไร และหากต้องมีการแก้ไขสัญญา ก็ต้องเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา ทั้งนี้ความล่าช้าดังกล่าว คาดว่าจะส่งผลกระทบให้การเปิดให้บริการท่าเทียบเรือ F1 ต้องเลื่อนเปิดบริการออกไปประมาณ 2 ปี จากเดิมประมาณปี 2571 เป็นประมาณปี 2573 พร้อมกับท่าเทียบเรือ F2 ส่วนความคืบหน้างานที่ 2 งานก่อสร้างอาคาร ท่าเรือ ระบบถนน และระบบสาธารณูปโภค ประกอบด้วย งานก่อสร้างอาคาร งานก่อสร้างท่าเทียบเรือ บริการ ท่าเทียบเรือชายฝั่งงานก่อสร้างถนน และงานก่อสร้างระบบสาธารณูปโภค มีบริษัท ซีเอซอีซี (ไทย) จำกัด เป็นผู้รับจ้าง มีความคืบหน้าประมาณ 11% ยังมีความล่าช้า เนื่องจากมีการปรับตำแหน่งให้เหมาะสมกับพื้นที่จริง.



