เมื่อวันที่ 21 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม.ไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ระหว่างลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานและพัฒนาระบบรถโดยสารด่วนพิเศษ หรือ BRT เส้นทางสาทร-ราชพฤกษ์ และโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์คลองช่องนนทรี เขตสาทร พร้อมด้วย นายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าฯ กทม.

นายชัชชาติ กล่าวว่า สำหรับ BRT หรือ Bus Rapid Transit ของ กทม. เป็นระบบเก่าที่มีมาแต่เดิม เก็บค่าโดยสาร 15 บาทตลอดสาย ก่อนนี้จ้างเอกชนมาจัดการ ค่าบริหารจัดการระบบจัดเก็บค่าโดยสารแบบแตะบัตรเข้า-ออกประมาณเดือนละ 3 ล้านบาท เก็บค่าโดยสารได้เดือนละประมาณ 3 ล้านบาทเช่นกัน ผลประกอบการจึงเป็นศูนย์
ด้วยเหตุนี้จึงมีแนวคิดบริหารจัดการรูปแบบใหม่ด้วยการทดลองใช้แบบ Honor System หรือเรียกว่าเป็นระบบที่อาศัยความซื่อสัตย์และความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ซึ่งระบบนี้จะไม่มีเจ้าหน้าที่เก็บเงินและไม่มีระบบตรวจตั๋วที่สถานี เพื่อให้ผู้โดยสารรับผิดชอบต่อตนเองตามมาตรฐานสากล โดยเปลี่ยนมาให้ผู้โดยสารใช้บัตรแรบบิทหรือแอปพลิเคชันแตะจ่ายเงินบนตัวรถแทน

จากการทดลองพบว่าได้ผลดีและสามารถเก็บค่าโดยสารได้ในปริมาณใกล้เคียงเดิม แต่สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการระบบตั๋วไปได้ทั้งหมดเดือนละ 3 ล้านบาท หรือคิดเป็นรายได้กลับคืนมาประมาณ 36 ล้านบาทต่อปี เพื่อนำไปใช้โปรโมตและพัฒนาระบบขนส่งต่อไป
“แม้จะมีความกังวลเรื่องผู้ไม่จ่ายเงินอยู่บ้างแต่พบว่าเป็นเพียงส่วนน้อย โดยจะมีพนักงานสุ่มตรวจบัตร (Inspector) หากพบผู้กระทำผิดจะมีโทษปรับถึง 20 เท่า หรือคิดเป็นเงินประมาณ 300 บาท” นายชัชชาติ กล่าว

สำหรับการพัฒนาในมิติต่าง ๆ ที่ผ่านมามีการใช้รถเมล์ไฟฟ้า (EV) ที่เป็นระบบรถชานต่ำ (Low Floor) เพื่อความสะดวกของคนทุกกลุ่มและคนพิการ ซึ่งการใช้รถชานต่ำทำให้สามารถเพิ่มจุดจอดรับ-ส่งได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องก่อสร้างสถานีขนาดใหญ่ โดยล่าสุดได้เพิ่มป้ายหยุดรถไปแล้ว 2 แห่ง จากเดิมที่มีสถานีห่างกันมากทำให้ประชาชนต้องเดินไกล
ปัจจุบันสถานีทุกแห่งมีการปรับปรุงเสร็จสมบูรณ์ มีหลังคาคลุมครบถ้วน และมีการกำหนดค่าโดยสารที่ 15 บาทตลอดสาย ส่งผลให้มีผู้ใช้บริการหนาแน่นเฉลี่ยวันละประมาณ 10,000 คน โดยเฉพาะในช่วงเช้าและเย็นที่มีกลุ่มนักเรียนและนักศึกษามาใช้บริการจำนวนมาก
นายชัชชาติ กล่าวต่อไปว่า ระบบจัดเก็บค่าโดยสารดังกล่าวช่วยประหยัดงบประมาณ แต่ กทม.ยังต้องจ่ายค่าเดินรถตามปกติ โดยการทดลองเปลี่ยนระบบครั้งนี้เป็นแนวคิดของ รองผู้ว่าฯ วิศณุ ซึ่งได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ทำให้มีกำลังใจเล็ก ๆ ในอนาคตคิดว่าประเทศไทยน่าจะนำระบบนี้ไปขยายผลในวงกว้างได้

จากนั้นจึงเดินต่อเนื่องไปยังทางเดินคลองช่องนนทรี นายชัชชาติ ระบุว่า ปัญหาที่เจอในพื้นที่แบบนี้คือการลักตัดสายไฟซึ่งต้องจัดการให้เด็ดขาด ส่วนเรื่องน้ำ มีการบำบัดน้ำตามนโยบาย ปลายคลองมีโรงบำบัดน้ำเสีย ซึ่งนำกลับมาในคลอง จะเห็นได้ว่าน้ำในคลองช่องนนทรีดีขึ้น ต้นไม้ต่าง ๆ เช่น ต้นพิกุลไม่ได้ตัด แต่ดูแลอย่างดี มีบางต้นล้อมย้ายตามความเหมาะสม ตอนนี้มีการประดับทางด้วยประติมากรรมจากขอนแก่น จากนี้ต้องดูแลระยะยาว การซ่อมบำรุง ความสะอาด ความปลอดภัย

“ทางเดินคลองช่องนนทรีมาเดินเล่นได้แล้ว ใครอยู่แถวนี้ก็มาเดินเล่น ออกกำลังกายตอนเย็นได้ กทม. ก็จะช่วยดูแลความปลอดภัย ความสะอาด ในระยะยาว ต้นไม้ต่าง ๆ ก็จะปรับปรุงให้ดีขึ้น” นายชัชชาติ กล่าว.



