กรณีการพบผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์ (Nipah Virus) ในประเทศอินเดีย ทางหน่วยงานสาธารณสุขไทยได้ออกมาให้ข้อมูลเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง โดยย้ำว่า “อย่าตระหนก แต่ต้องตระหนัก” เนื่องจากเป็นการระบาดในวงจำกัดและไทยยังไม่มีรายงานการพบเชื้อนี้

ไทยจับตาเข้ม ‘ไวรัสนิปาห์’ หลังพบรายงานแพร่ในอินเดีย ขออย่าตระหนก

อย่างไรก็ตามแม้ยังไม่มีรายงานการระบาดในประเทศไทย แต่ก็ความทำความรู้จักกับเจ้าไวรัสนิปาห์ ตัวนี้ไว้เป็นความรู้ติดตัว เพราะมีประเทศใกล้เคียง คือ มาเลเซีย สิงคโปร์ เคยรายงานพบการระบาด อีกทั้งเป็นหนึ่งในโรคที่ประเทศไทย จัดให้เป็นโรคติดต่ออันตราย ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข

สาเหตุและช่องทางการติดเชื้อ

พาหะหลัก: ค้างคาวผลไม้

สัตว์สู่คน: สัมผัสสิ่งคัดหลั่ง (น้ำลาย ปัสสาวะ อุจจาระ) จากค้างคาวโดยตรง หรือกินผลไม้ที่มีรอยแทะ/ปนเปื้อนเชื้อ

โฮสต์ตัวกลาง: เชื้อสามารถแพร่ไปยังสัตว์อื่นได้ เช่น หมู ม้า แมว และสุนัข หากคนไปสัมผัสสัตว์เหล่านี้ก็ติดเชื้อได้

คนสู่คน: ติดต่อผ่านการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย

อาการและความอันตราย
ไวรัสนิปาห์ มีความอันตรายสูง เนื่องจาก “ยังไม่มีตัวยารักษาโดยเฉพาะ” และมี อัตราการเสียชีวิตสูงถึง 50-70%

โดยมีอาการบ่งชี้ดังนี้:

ระบบทางเดินหายใจ: มีไข้สูง ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อาการคล้ายเป็นหวัด (อินเดียกำลังเฝ้าระวังกลุ่มนี้เป็นพิเศษ)

ระบบประสาท: สมองอักเสบ วิงเวียนศีรษะ เดินโซเซ สับสน ซึม หรือชัก

อาการรุนแรง: ลูกตาเคลื่อนไหวผิดปกติ แขนขาเต้นกระตุก ความดันและชีพจรแปรปรวน จนถึงขั้นเสียชีวิต

สถานการณ์ในประเทศไทย
ไทยยังไม่พบผู้ติดเชื้อ: ไม่เคยมีรายงานการพบเชื้อนิปาห์ในประเทศ (ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและสิงคโปร์เคยพบเมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว)

การเฝ้าระวังเข้มงวด: ใช้เครือข่าย One Health ทำงานร่วมกันทั้งกรมควบคุมโรค (เฝ้าระวังในคน) และกรมปศุสัตว์ (เฝ้าระวังในสัตว์)

กฎหมายรองรับ: ถูกประกาศให้เป็น “โรคติดต่ออันตราย” ตาม พ.ร.บ. โรคติดต่อ พ.ศ. 2559

ข้อควรระวังและวิธีป้องกัน
หลีกเลี่ยงสัตว์รังโรค: ไม่สัมผัสค้างคาวผลไม้ หรือสัตว์ที่ป่วยในพื้นที่ระบาด

สุขอนามัยส่วนบุคคล: สวมหน้ากากอนามัย และล้างมือให้สะอาดบ่อยๆ

การกิน: รับประทานอาหารที่ปรุงสุกสะอาด ไม่กินผลไม้ที่มีรอยกัดแทะของสัตว์

นักเดินทาง: หากไปพื้นที่ระบาด (โดยเฉพาะพื้นที่ป่าเขา ถ้ำ) ให้ใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ และคัดกรองอาการตนเองหลังกลับจากการเดินทาง