สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 24 ม.ค. ว่า กระทรวงกลาโหมสหรัฐเผยแพร่เอกสารยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศ (เอ็นดีเอส) ประจำปี 2569 มีความยาว 25 หน้า โดยมีเนื้อหาสำคัญว่า นับจากนี้ สหรัฐจะให้ความสำคัญสูงสุดกับการปกป้องมาตุภูมิและการป้องปรามจีน ขณะเดียวกัน สหรัฐจะลดระดับการสนับสนุนพันธมิตรในยุโรปและภูมิภาคอื่น ให้เหลือเพียงในวงที่ “จำกัดมากขึ้น”
ความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น ถือเป็นการฉีกแนวทางนโยบายในอดีตของเพนตากอนอย่างชัดเจน ทั้งในเรื่องการกดดันให้พันธมิตรต้องแบกรับภาระการป้องกันตนเองมากขึ้น โดยได้รับการสนับสนุนน้อยลงจากรัฐบาลวอชิงตัน รวมถึงการปรับท่าทีต่อศัตรูแบบดั้งเดิมอย่างจีนและรัสเซียให้ดู “อ่อนลง”
The U.S. Department of Defense has published its 2026 National Defense Strategy, featuring four key lines of effort under the Department’s Strategic Approach:
— OSINTdefender (@sentdefender) January 24, 2026
1. Defend the U.S. Homeland
2. Deter China in the Indo-Pacific Through Strength, Not Confrontation
3. Increase… pic.twitter.com/dd6oeH39z3
ทั้งนี้ เนื้อหาในเอกสารยุทธศาสตร์ฉบับใหม่ เรียกร้องการมี “ความสัมพันธ์ที่ให้เกียรติกัน” ระหว่างสหรัฐกับจีน โดยไม่มีการกล่าวถึงไต้หวันแม้แต่นิดเดียว
ขณะเดียวกัน มีการบรรยายถึงภัยคุกคามจากรัสเซียว่าเป็นเพียงสิ่งที่ “ยืดเยื้อแต่จัดการได้” และส่งผลกระทบต่อสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) เฉพาะในยุโรปตะวันออกเป็นส่วนใหญ่เท่านั้น
แผนยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศฉบับนี้ ยกให้สถานการณ์ในภูมิภาคลาตินอเมริกาขึ้นมาเป็นวาระเร่งด่วนสูงสุดของสหรัฐ โดยระบุว่า เพนตากอนจะ “รื้อฟื้นอำนาจนำทางทหารของอเมริกาในซีกโลกตะวันตก” เพื่อปกป้องมาตุภูมิและเส้นทางเข้าสู่พื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ
นโยบายดังกล่าวถือเป็น “บทขยายความของทรัมป์ต่อหลักการมอนโร” ตามแนวทางของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ เพื่ออ้างถึงการประกาศเมื่อ 2 ศตวรรษก่อน ที่สหรัฐเคยระบุว่า พื้นที่ลาตินอเมริกาเป็นเขตห้ามมหาอำนาจคู่แข่งเข้ามาแทรกแซง
นับจากนี้ เพนตากอนยืนยันจะให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น กับการ “ปิดพรมแดน” กล่าวคือ ใช้กำลังทหารในการขับไล่รูปแบบการรุกรานต่าง ๆ และดำเนินการเนรเทศบุคคลที่เข้าเมืองผิดกฎหมาย และไม่มีการกล่าวถึง “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ซึ่งเคยเป็นภัยคุกคามที่รัฐบาลชุดก่อนหน้าของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ระบุว่า มีความสำคัญด้านความมั่นคงด้วย.
เครดิตภาพ : AFP



