สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 22 ต.ค. ว่าประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ผู้นำฝรั่งเศส กล่าวถึงการที่ผู้นำและนักการเมืองต่างชาติบางคน วิจารณ์สถานการณ์ประท้วงในฝรั่งเศส ซึ่งบานปลายเป็นการจลาจล เมื่อวันที่ 17 ต.ค. ที่ผ่านมา ว่าเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และพยายามฉวยประโยชน์ทางการเมืองจากสถานการณ์ในฝรั่งเศส ซึ่งเป็นเรื่องที่ “โง่เขลา” และ “รับไม่ได้”
เมื่อผู้สื่อข่าวซักถามว่า หมายถึงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ด้วยหรือไม่ มาครงตอบโดยใช่คำว่า “หลายคน” พร้อมเปิดเผยว่า จะหารือกับเจ้าหน้าที่ข่าวกรองและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ในวันที่ 22 ต.ค. นี้ เพื่อประเมินสถานการณ์และกำหนดมาตรการรับมือ ซึ่งผู้นำฝรั่งเศสให้คำมั่นว่า จะต้องไม่เกิดสถานการณ์ซ้ำรอยเมื่อสัปดาห์ก่อนอีก
President Emmanuel Macron has condemned what he calls “unacceptable and stupid comments from foreign leaders” about the ongoing protests in France.
— CBS News (@CBSNews) October 21, 2026
Macron said Wednesday that foreign leaders — including those "on the other side of the Atlantic" — were seeking to exploit France's… pic.twitter.com/Erpi1mHEsh
ท่าทีของมาครงเกิดขึ้นในเวลาเดียวกับที่กลุ่มเสื้อกั๊กเหลือง ซึ่งเป็นขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาชนที่ไม่ได้สังกัดสหภาพแรงงาน ยื่นแผนจัดการเดินขบวนในวันที่ 24 ต.ค. ต่อสำนักงานตำรวจกรุงปารีส โดยระบุเส้นทางที่รวมถึง การเคลื่อนขบวนผ่านใจกลางกรุงปารีส และอีกหลายเขตที่เกิดเหตุจลาจล เมื่อวันที่ 17 ต.ค.
ขณะที่แนวร่วมนักเรียนและนักศึกษาประกาศจัดการชุมนุมในวันเดียวกัน เพื่อหวังเพิ่มแรงกดดันให้รัฐบาลปฏิรูปสวัสดิการการศึกษา โดยมีการยื่นแผนการต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้วเช่นกัน
ด้านนายเซบาสเตียน เลอคอร์นู นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า รัฐบาลเตรียมยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยครั้งใหญ่ โดยจะมีการระดมกำลังทหารเพื่อสนับสนุนการทำงานของตำรวจ ในการควบคุมฝูงชน เรียกเสียงวิจารณ์อย่างหนักจากฝ่ายค้าน ว่ารัฐบาลมองประชาชน “เป็นศัตรู”
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นยังสร้างความกังวลให้แก่นักลงทุน โดยส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลฝรั่งเศสพุ่งสูงขึ้นในสัปดาห์นี้ โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ซึ่งเป็นมาตรฐานสำคัญ แตะระดับ 5% สูงสุดนับตั้งแต่เดือนก.ค. 2545 ท่ามกลางความกังวลว่าความวุ่นวายจะซ้ำเติมปัญหาการคลังของประเทศ.
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : REUTERS



