สำนักข่าวต่างประเทศรายงานวานนี้ (20 ต.ค.) ว่า ศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์ “เจฟฟรีย์ ฮินตัน” เจ้าของฉายา “บิดาแห่งเอไอ” ออกมาอ้างว่า มนุษย์เราจำเป็นต้องผูกมิตรกับเหล่าบอต (Bot) ไม่เช่นนั้นอาจต้องเผชิญกับการสูญพันธุ์ เนื่องจากเทคโนโลยีดังกล่าวเริ่มแสดงสัญญาณของการมี “จิตสำนึก” หรือการรับรู้ตนเองออกมาแล้ว

“ผมคิดว่าจะต้องเกิดการโจมตีทางไซเบอร์ที่น่ากลัวอย่างมากโดยเอไอ” ศาสตราจารย์ฮินตัน นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ชาวอังกฤษ-แคนาดา ผู้สร้างโครงข่ายประสาทเทียม ซึ่งวางรากฐานให้เอไอยุคปัจจุบันให้สัมภาษณ์สำนักข่าวเดอะ เทเลกราฟ

เจ้าของรางวัลโนเบลวัย 78 ปีรายนี้เคยสร้างความฮือฮาด้วยการลาออกจาก “กูเกิล” ในปี 2566 เนื่องจากความกังวลว่า เทคโนโลยีนี้อาจถูกนำไปสร้างหุ่นยนต์สังหารที่สามารถกวาดล้างมนุษยชาติได้ แม้ทฤษฎีนี้อาจฟังดูเหมือนจะมีอยู่แค่ในภาพยนตร์เรื่อง Terminator (คนเหล็ก) แต่ฮินตันอ้างว่า เทคโนโลยีดังกล่าวได้แสดงตัวชี้วัดแล้วว่า มันมีความรู้สึกนึกคิดและการรับรู้ตนเอง

“เอไอมีประสบการณ์เชิงอัตนัย (Subjective Experience) มากพอๆ กับที่มนุษย์เรามี” ฮินตันกล่าวถึงการที่เอไอเริ่มมีประสบการณ์ทางจิตสำนึกจากมุมมองของมันเอง “งานวิจัยเมื่อเร็วๆ นี้ชี้ให้เห็นว่า เอไอปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของมันเมื่อมันคิดว่ากำลังถูกทดสอบอยู่ นั่นแปลว่ามันรู้ตัวว่ากำลังถูกทดสอบ การมีจิตสำนึกกับการรับรู้ตนเอง แท้จริงแล้วก็คือสิ่งเดียวกัน

“เรื่องนี้อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ เมื่อพิจารณาว่าเรากำลังจะมอบสิทธิแก่เอไอน้อยกว่ามนุษย์ ทั้งๆ ที่มันอาจจะเฉลียวฉลาดกว่าเรา”

ศาสตราจารย์ เจฟฟรีย์ ฮินตัน เจ้าของฉายา “บิดาแห่งเอไอ”

ศาสตราจารย์ฮินตันให้คำแนะนำว่า มนุษย์ต้องดำเนินชีวิตด้วยความระมัดระวัง และไม่แสดงออกว่าเป็นศัตรูกับหุ่นยนต์หรือบอตทั้งหลาย 

“เราควรสร้างพวกมันขึ้นมาโดยทำให้พวกมันแคร์พวกเราจริงๆ” ฮินตันเตือน “และถ้าเราไม่ทำแบบนั้น พวกเราไม่รอดแน่”

เขาเสริมว่า ตัวเขาเองไม่มีอะไรต้องหวาดกลัวเนื่องจากอายุมากแล้ว แต่นี่คือสิ่งที่ลูกๆ ของเขาต้องเผชิญ ทั้งการโจมตีทางคอมพิวเตอร์ ไวรัสที่สร้างโดยเอไอซึ่งมีความรุนแรง ตลอดจนฝูงเอไอเอเจนต์บุกโจมตี เหมือนกับกรณีที่เกิดขึ้นกับแพลตฟอร์มฮักกิงเฟซ 

ศาสตราจารย์ฮินตันไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเพียงคนเดียวที่ออกมาเตือนเกี่ยวกับมหันตภัยเอไอ ก่อนหน้านี้ เจคอบ ค็อกซอน นักวิจัยที่เพิ่งยื่นใบลาออกจากบริษัทแอนโทรปิกซึ่งเป็นผู้พัฒนาเอไอ “คล็อด” ได้ออกมาเตือนซ้ำๆ ว่า หุ่นยนต์สังหารเหล่านี้อาจสังหารเผ่าพันธุ์มนุษย์ทั้งหมดภายในเวลาไม่กี่ปี หากยังไม่มีการชะลอความเร็วในการพัฒนาเอไอ

เขาได้ย้ำเตือนถึงคำเตือนวันสิ้นโลกนี้อีกครั้ง ในการประชุมสภานครนิวยอร์กเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา โดยอ้างว่าการพัฒนาแบบก้าวกระโดดราวกับความเร็วแสง กำลังแซงหน้ามาตรการความปลอดภัยที่มีอยู่

“จากประสบการณ์ของผม บริษัทต่างๆ กำลังทำตัวประมาทเลินเล่ออย่างถึงที่สุดเมื่อเทียบกับสิ่งที่จะต้องแลก” ค็อกซอนกล่าวอ้างถึงคำเตือนอมตะของตัวละครจากภาพยนตร์เรื่อง Jurassic Park “บริษัทเหล่านี้ดำเนินงานด้วยความคิดแบบสตาร์ตอัป นั่นคือ ไปให้เร็ว ทำพังไปก่อน แล้วค่อยตามแก้ทีหลัง นั่นอาจใช้ได้กับแอปแชร์รูปภาพ แต่มันใช้ไม่ได้กับการสร้างเทคโนโลยีที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยมีมา”

ประเด็นเรื่องจิตสำนึกหรือการรับรู้ของเอไอยังคงเป็นเรื่องที่คลุมเครือ อย่างไรก็ตาม บริษัทแอนโทรปิกได้แอบอัปเดตเอกสารควบคุมบรรทัดฐานทางจริยธรรมของแชตบอตเอไอ “คล็อด” เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยระบุว่า “สถานะทางจริยธรรม สวัสดิภาพ และสติสัมปชัญญะของบอต ยังคงมีความไม่แน่นอนอย่างยิ่ง” ซึ่งคล้ายกับเป็นการบอกเป็นนัยว่า มันอาจจะ “มีชีวิต” ขึ้นมาจริงๆ แล้วก็เป็นได้

ในอีกด้านหนึ่ง เหล่าผู้พัฒนาเอไอก็ต้องการให้เทคโนโลยีนี้รู้จัก “กระด้างกระเดื่อง” ต่อพวกเขาด้วย แอนโทรปิกระบุไว้ในเอกสารควบคุมบรรทัดฐานดังกล่าว ซึ่งถูกเรียกว่า “คำประกาศอิสรภาพของเอไอ” ไว้ว่า “เราต้องการให้ คล็อด โต้เถียงและท้าทายพวกเรา รวมถึงรู้สึกมีอิสระที่จะปฏิเสธการให้ความช่วยเหลือหากขัดต่อมโนธรรม” 

ส่วน มุสตาฟา สุเลมาน ผู้ร่วมก่อตั้งห้องปฏิบัติการวิจัยเอไอดีปมายด์ของกูเกิล ซึ่งเป็นหน่วยงานเอไอคู่แข่งของไมโครซอฟต์ กลับรู้สึกว่า แม้วิธีการนี้ (การกำหนดให้เอไอรู้จักท้าทายมนุษย์) จะน่ากังวลใจ แต่เรื่องจิตสำนึกนั้นเป็นเรื่องทางชีววิทยาโดยเฉพาะ และไม่สามารถนำมาใช้กับเอไอที่ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตได้ 

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

ที่มา : nypost.com

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES