เหลืออีกเพียงสองสัปดาห์ การเลือกตั้งก็จะเกิดขึ้น บรรดาพรรคการเมืองเริ่มปล่อยของ แต่ที่หวังจะได้ดอกไม้และคำชม อาจกลายเป็นก้อนอิฐ โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย (พท.) ซึ่ง “นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” ทำหน้าที่หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ ออกมาเปิดนโยบาย “สร้างเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน แจกเงินคนละ 1 ล้านบาท” โดยผู้ได้รับสิทธิวันละ 9 คนจะแบ่งเป็น 5 กลุ่ม 4 คนแรกมาจาก 4 กลุ่ม กลุ่มที่หนึ่งคือ เกษตรกร กลุ่มที่สอง คือคนที่เสียสละเพื่อสาธารณประโยชน์ อาทิ อสม. อสส. กลุ่มที่สาม ผู้สูงอายุ ที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ และกลุ่มที่สี่คือ ประชาชนผู้ยื่นภาษี คนสี่กลุ่มนี้จะได้สุ่มชื่อลุ้นเงินรางวัล 1 ล้านบาททุกวันทุกกลุ่ม กลุ่มละ 1 คน 1 ล้านบาท อีก 5 คนที่ได้ลุ้นเงินล้าน มาจากประชาชนที่จับจ่ายใช้สอย ซึ่งบรรดาพรรคการเมืองต่างๆ ล้วนไม่เห็นด้วย

ขณะที่ “รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร” สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต แสดงความเห็นว่า นโยบายลักษณะดังกล่าวจึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของ “ประชานิยมแบบสิ้นคิด” ซึ่งแตกต่างจาก “ประชานิยม” ในความหมายที่อาจมีความสมเหตุสมผล หรือความชอบธรรมเชิงสังคม เช่น การคุ้มครองผู้มีรายได้น้อยหรือการขยายบริการสาธารณะ แต่ประชานิยมแบบสิ้นคิด คือการใช้นโยบายเพื่อเร้าอารมณ์และความพึงพอใจเฉพาะหน้า โดยไม่ผ่านกระบวนการไตร่ตรองถึงผลกระทบ ความยั่งยืน และความสอดคล้องกับโครงสร้างปัญหาที่แท้จริง นโยบายสุ่มแจกเงินไม่ใช่การลดความยากจนอย่างเป็นระบบ ไม่ได้เพิ่มศักยภาพการผลิตของประเทศ และไม่ได้สร้างโอกาสใหม่แก่คนส่วนใหญ่ หากแต่สร้าง “ภาพลวงของการเอื้อเฟื้อ” ผ่านทรัพยากรของรัฐ
ที่น่าสนใจเมื่อสื่อไปตรวจสอบเอกสารนโยบายที่พรรค พท. ยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งส่งต่อไปยังคณะกรรมการตรวจสอบนโยบาย ที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณาฯ ซึ่งเป็นคณะกรรมการชุดพิเศษที่ตั้งโดยประธาน กกต. ซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบเรื่องดังกล่าวโดยตรง มี “นายแสวง บุญมี” เลขาธิการ กกต. เป็นประธานฯ อันเป็นการดำเนินการตามมาตรา 57 ของ พ.ร.บ.พรรคการเมืองฯ พ.ศ.2560 ไม่ได้เขียนแบบระบุด้วยข้อความแบบเฉพาะเจาะจงว่าพรรคมีนโยบายสร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน คนละ 1 ล้านบาท พบแต่นโยบายที่มีความใกล้เคียง ก็คือ “นโยบายของขวัญเพื่อคนไทย” ซึ่งมีรายละเอียดคือ ใช้งบประมาณ 3,500 ล้านบาทต่อปี โดยในส่วนความคุ้มค่าของนโยบาย พรรค พท.แจ้งกับ กกต.ว่า “เพื่อสร้างแรงจูงใจแก่ผู้ทำประโยชน์ให้กับประเทศ”

“รวมถึงการพัฒนาฐานข้อมูลในกลุ่มต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร ผู้สูงอายุ กลุ่มคนพิการ ผู้เสียภาษี ผู้ใช้จ่ายในระบบภาษี กลุ่ม อสม.และชรบ.(กลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านและชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน) ฯลฯ โดยยังช่วยสร้างแรงจูงใจในการอยู่ในระบบภาษี อันจะเป็นการขยายฐานภาษีของประเทศ อีกทั้งยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของกลุ่มเปราะบาง รวมทั้งกระตุ้นการใช้จ่ายอันจะเป็นผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้รัฐคืนในรูปแบบภาษีมูลค่าเพิ่ม”
ก่อนหน้านั้น “นายแสวง” ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมือง ที่ใช้ในการประกาศโฆษณาหาเสียงเลือกตั้งว่า ได้แจ้งไปยังทุกพรรคแล้ว ให้ระบุหรือชี้แจงที่มาของเงิน ส่วนเรื่องคุ้มค่าหรือมีความเสี่ยง เราจะเป็นคนพิจารณาเอง ส่วนที่มาของเงินอยากให้พรรคจำแนก และชี้แจงให้ได้ว่ามาจากไหน ทั้งจะมาจากงบประมาณ หรือเงินกองทุน เมื่อถามว่าตอนนี้ยังไม่ใช่มีปัญหาที่นโยบายของพรรคทำได้หรือทำไม่ได้ใช่หรือไม่ นายแสวง กล่าวว่า มีทุกอย่าง มีทั้งโครงการที่ทำได้ แต่จะคุ้มค่าหรือมีความเสี่ยง หรือบางโครงการเป็นไปไม่ได้เลยก็มี เมื่อถามว่าก่อนจะเผยแพร่จะมีการยกเลิกนโยบายที่เป็นไปไม่ได้เลยใช่หรือไม่ นายแสวง กล่าวว่า เราไม่มีอำนาจในการยกเลิก เพียงแต่เป็นข้อสังเกต

คำถามคือ เมื่อการให้ข้อมูลโครงการสร้างเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน แจกเงินคนละ 1 ล้านบาทกับสาธารณชน แตกต่างจากที่นำเสนอกับกกต. จะมีปัญหาในข้อกฎหมาย หรือมีใครนำเรื่องไปร้องเรียนในอนาคต แม้องค์กรกรอิสระจัดการเลือกตั้ง จะไม่มีอำนาจในการยกเลิกแต่การตั้งข้อสังเกตถึงโครงการก็อาจมีผลต่อการเลือกตั้ง
ที่น่าสนใจคือ การเปิดปราศรัยของพรรค พท. ดูเหมือนจะเปิดแนวรบกับพรรคคู่แข่ง ทั้งพรรคประชาชน (ปชน.) และ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) เหมือนคะแนนนิยมตามหลังสองพรรคนี้มากหรือไม่ โดยระหว่าง “นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” ผู้ช่วยหาเสียงพรรค พท. ปราศรัยหาเสียงที่ว่าการอำเภอแก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ ตอนหนึ่งระบุว่า เอ็มโอเอส้มแบกน้ำเงิน เราพูดอยู่แล้วว่าคดีฮั้ว สว.จะเสียหาย กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ส่งสำนวนคดีฮั้ว สว.ให้อัยการฝ่ายคดีพิเศษ มีผู้ถูกกล่าวหาเพียง 8 คน จาก 1,200 คน เมื่อวันที่ 16 ม.ค. อัยการคดีพิเศษทำหนังสือกลับมาที่ดีเอสไอ บอกว่าคดีฮั้ว สว. ที่ใส่มูลฐานความผิดฟอกเงิน มีผู้ต้องหาเพียง 8 คน จาก 1,200 คน เป็นสำนวนที่ไม่สมบูรณ์ต้องมีความผิดฐานอื่นก่อน เรื่องฮั้ว เรื่องอั้งยี่ ยังทำไม่เสร็จ ต้องทำทีเดียวทั้ง 1,200 คน ไม่ใช่แยกมาแค่ 8 คน ตัวใหญ่ๆนักการเมือง แกนนำในรัฐบาลไม่โดนเลย อัยการไม่รับตี เรื่องกลับมาดีที่เอสไอ วันนี้เรื่องยังเงียบ คดีฮั้ว สว.เดินแต่หน้าเค้ก ตัวเล็กๆ 8 คน แต่อีก 1,200 คนรอดเกลี้ยง จะเป็นไปได้อย่างไร อย่าใช้อำนาจบาตรใหญ่ ปิดหูปิดตาประชาชน ใครผิดต้องดำเนินคดี นายกฯ ฟังเสียงประชาชนด้วย

ต้องยอมรับคดีฮั้ว สว. ถือเป็นบาดแผลสำคัญของพรรค ภท. ซึ่งเรื่องยังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบดีเอสไอและกตต. ซึ่งน่าสังเกตว่า หลังคำปราศรัยของนายณัฐวุฒิเผยแพร่ออกไป ก็มีความเคลื่อนไหวจากดีเอสไอทันที สืบเนื่องจากกรณีที่พนักงานอัยการคดีพิเศษ ได้มีการทำหนังสือแจ้งกลับมายังดีเอสไอนั้น ทางพนักงานอัยการคดีพิเศษได้มีการแจ้งให้คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษไปดำเนินการสอบปากคำกลุ่มบุคคลเพิ่มเติม ตามที่พนักงานอัยการคดีพิเศษเล็งเห็นว่ามีประเด็นต่าง ๆ ที่ต้องรวบรวม หรือค้นหาพยานหลักฐานอื่นประกอบสำนวนเข้าไปด้วย ซึ่งในประเด็นเพิ่มเติมใด ๆ คณะพนักงานสอบสวนจะต้องไปดูเหตุผลที่พนักงานอัยการคดีพิเศษได้มีการระบุกลับมา
เพื่อจะได้ทำการสอบสวนปากคำเพิ่มเติม รวบรวมพยานหลักฐาน พยานเอกสารให้ครบถ้วนตามความเห็นของพนักงานอัยการคดีพิเศษที่ได้ตรวจทานสำนวนแล้ว ทั้งนี้ ในการดำเนินการใด ๆ ที่จะเกิดขึ้นภายหลังจากที่พนักงานอัยการคดีพิเศษได้ทำหนังสือแจ้งกลับต่อคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ที่มีทั้งดีเอสไอและพนักงานอัยการ สำนักงานการสอบสวนให้สอบปากคำเพิ่มเติม หรือหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมนั้น ทั้งสองหน่วยงานจะต้องมีการประชุมหารือกัน เพื่อกำหนดกรอบการสอบสวนเพิ่มเติมต่อไป

คงต้องรอดูเรื่องการตรวจสอบเรื่องคดีฮั้ว อั้งยี่ ฟอกเงิน จะเดินไปถึงขั้นตอนไหน จะมีใครถูกดำเนินคดีเพิ่มเติมอีกหรือไม่
ถูกบรรดานักวิเคราะห์ทางการเมืองว่า จะได้เสียงมาเป็นลำดับ 1 คงไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาล เพราะสร้างเงื่อนไขทางการเมืองไว้มาก ทั้งเรื่องท่าทีที่เกี่ยวข้องกับสถาบันสำคัญ จุดยืนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (รธน.) แนวทางการปฏิรูปกองทัพ โดย “นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรค ปชน. ให้สัมภาษณ์กรณีนักวิเคราะห์หลายคนประเมินว่า พรรค ภท.จะเป็นพรรคอันดับหนึ่ง ว่า อยากให้ประชาชนทุกคนช่วยกันคิดว่า การเมืองคือเรื่องแห่งการเปลี่ยนแปลง 8 ปีที่ผ่านมา ไม่ใช่พวกตน และผู้สมัคร แต่คือพวกคุณทุกคนที่ได้พิสูจน์แล้วว่า เสียงของพวกคุณช่วยเปลี่ยนให้เรื่องที่เคยเป็นไปไม่ได้ให้กลายเป็นเรื่องที่เป็นไปได้
“จากพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ที่ทุกคนวิเคราะห์ต่ำสิบ เสียงของพวกคุณทุกคนนี่แหละที่สนับสนุนพวกเรา จนเรากลายเป็นพรรค 80 กว่าที่นั่ง การเลือกตั้งปี 66 นักวิเคราะห์ทุกคนพูดเหมือนกันว่า พรรคนี้ไม่มีทางชนะแลนด์สไลด์ได้ แต่เสียงของพวกคุณทุกคน ก็พิสูจน์แล้วว่า ทำให้เรากลายเป็นพรรคอันดับหนึ่งได้ หน้าที่ฝ่ายค้าน 8 ปีที่ผ่านมา ไม่มีใครเคยคิดเคยฝันว่า สุราก้าวหน้า กฎหมายสมรสเท่าเทียม กฎหมายคุ้มครองแรงงานจะผ่านสภาได้ แต่ก็เป็นเสียงของพวกคุณนี่แหละ ที่ทำให้กฎหมายต่างๆ ผ่านสภาได้ เรายังมีวาระที่เราอยากผลักดันต่อร่วมกัน วาระที่ก้าวหน้าให้กับสังคม เสียงของพวกคุณเท่านั้น ที่จะทําให้เรื่องที่พวกเขาอยากจะปฏิเสธ เป็นเรื่องที่พวกเขาไม่สามารถปฏิเสธได้อีกต่อไป จงเชื่อในพลังของตัวเองทุกคน” นายณัฐพงษ์ กล่าว

พร้อมทั้งกล่าวว่า เป้าหมายของพรรค ปชน. ถ้าเราได้เกินครึ่งหนึ่งของสภาก็ไม่ต้องกังวลใดๆ ทั้งสิ้น แต่หากได้ไม่ถึง อย่างน้อยต้องทิ้งห่างพรรคอันดับสอง สัก 30-40 ที่นั่ง เพื่อป้องกันไม่ให้เขารวมขั้วจัดตั้งแข่งกับพรรคอันดับหนึ่ง เพราะฉะนั้นโจทย์ในตอนนี้ เรามองไปไกลกว่าว่าจะตั้งได้หรือไม่ได้ แต่เราชวนประชาชนทุกคน ให้มองว่าทางออกของประเทศคืออะไร เรามองว่า เป็นการจัดตั้งรัฐบาลประชาชน ที่เสียงประชาชนมีความเข้มแข็งมากพอ ถ้าประชาชนเชื่อแบบเดียวกับเรา กาให้พรรค ปชน.ถล่มทลาย อย่างไรปิดประตูทุกช่องแน่นอน ตั้งรัฐบาลประชาชนได้แน่นอน
ถ้าวัดจากเป้าหมายของพรรค ปชน. คงหวังอย่างต่ำต้องได้ สส. 200 ที่นั่ง ซึ่งคงเป็นภารกิจที่ไม่ง่าย เพราะคู่แข่งทางการเมืองอย่าง พรรคสีน้ำเงิน และพรรคสีแดง ต่างก็หวังคว้าเก้าอี้ สส.ให้ได้มากที่สุด เพื่อหวังอำนาจต่อรอง คงต้องรอดูช่วงโค้งสุดท้าย แต่ละพรรคจะมีไม้เด็ดมามัดใจชาวบ้านได้อีก
“ทีมข่าวการเมือง”



