สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 24 พ.ค. ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กล่าวว่า บันทึกความเข้าใจ ( เอ็มโอยู ) ที่เกี่ยวกับข้อตกลงสันติภาพกับอิหร่าน “อยู่ในขั้นตอนเจรจาเกือบเสร็จสิ้นแล้ว” พร้อมทั้งเปิดเผยว่า มีการสนทนาทางโทรศัพท์กับผู้นำหลายประเทศ รวมถึงกาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย บาห์เรน ตุรกี และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ( ยูเออี )


ข้อตกลงที่กำลังจะเกิดขึ้น จะนำไปสู่การเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง แม้ทรัมป์ไม่ได้เปิดเผยว่าจะมีรายละเอียดอื่นใดอีกในข้อตกลงนี้ “แต่จะมีการประกาศให้ทราบเร็ว ๆ นี้” ขณะที่ก่อนการประกาศเรื่องนี้เพียงไม่กี่ชั่วโมง ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวอักซิออส ว่าจะตัดสินใจ “ภายในวันอาทิตย์ที่ 24 พ.ค.” ว่าจะกลับมาโจมตีอิหร่านอีกครั้งหรือไม่


ด้านสำนักข่าวฟาร์สของอิหร่าน ซึ่งมีความใกล้ชิดกับกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม ( ไออาร์จีซี ) รายงานว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะเปิดทางให้อิหร่านเป็นผู้บริหารจัดการช่องแคบฮอร์มุซ และคำกล่าวของทรัมป์ที่อ้างว่าข้อตกลงใกล้เสร็จสมบูรณ์นั้น “ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง”


ส่วนปากีสถานซึ่งเป็นคนกลางของการเจรจา กล่าวว่า “มีความคืบหน้าที่น่าพอใจ” ไปสู่ความเข้าใจในขั้นสุดท้าย ซึ่ง “ครอบคลุมพอสมควรสำหรับยุติสงคราม” โดยกรอบข้อตกลงที่เสนอจะดำเนินการเป็น 3 ระยะ ได้แก่ การยุติสงครามอย่างเป็นทางการ การแก้ไขวิกฤติในช่องแคบฮอร์มุซ และการเปิดช่วงเวลา 30 วันสำหรับการเจรจาข้อตกลงในวงกว้าง ซึ่งอาจขยายเวลาได้


นายมาร์โก รูบิโอ รมว.กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ย้ำว่า อิหร่านจะต้องไม่มีวันครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ช่องแคบฮอร์มุซต้องเปิดโดยไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม และอิหร่านจะต้องส่งมอบยูเรเนียมเสริมสมรรถนะที่มีอยู่ทั้งหมด


อย่างไรก็ดี นายเอสมาอิล บาเกอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน กล่าวว่าแนวโน้มของการเจรจาตอนนี้ คือการลดข้อพิพาท แต่ยังมีประเด็นที่จำเป็นต้องหารือผ่านผู้ไกล่เกลี่ย จึงต้องรอดูว่า สถานการณ์จะจบลงอย่างไรในอีกสามหรือสี่วันข้างหน้า


ทั้งนี้ อิหร่านยืนยันว่า ประเด็นการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐเป็นเรื่องสำคัญ แต่สิ่งที่อิหร่านให้ความสำคัญสูงสุดเป็นอันดับแรกคือ การยุติภัยคุกคามจากการโจมตีรอบใหม่ของสหรัฐ และยุติความขัดแย้งในเลบานอน ซึ่งกลุ่มฮิซบอลเลาะห์กำลังสู้รบกับกองทัพอิสราเอล.

เครดิตภาพ : REUTERS