เมื่อวันที่ 27 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดกรณี สำนักข่าว The Issan Record ได้มีการเผยแพร่บทความชื่อ “เปิดหลักฐานจากสำนวนดีเอสไอ คดีนักการเมืองรับสินบน 36 ล้าน เห็นชัดรับเงิน บ.เบอร์รี่ฟินแลนด์” โดยบางช่วงบางตอนของบทความ ได้มีการแนบรูปภาพเงินสด 3 ล้านบาทในกล่องกระดาษ และใช้คำบรรยายใต้ภาพว่า “หลักฐานการส่งมอบเงินสินบนเป็นเงิน 3 ล้านบาท ระหว่างนายหน้าคนไทยชื่อ “ทุเรียน” ให้กับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงแรงงานไทย (ภาพ: บันทึกคำให้การของผู้ร้องทุกข์ ผู้กล่าวหา หรือพยาน จัดทำโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ)” ซึ่งโดยรวมของบทความดังกล่าว เป็นการเปิดหลักฐานให้เห็นว่าในสำนวนการสอบสวนของดีเอสไอ ปี 2567 มีพยานหลักฐานที่นอกเหนือจากการสอบปากคำพยาน คือ หลักฐานเรื่องเงินสินบนที่มัดพฤติการณ์ของข้าราชการฝ่ายการเมือง และข้าราชการประจำของกระทรวงแรงงานในห้วงปีวันเวลาที่เกิดเหตุ ก่อนดีเอสไอมีการสรุปสำนวนส่ง ป.ป.ช. พร้อมมติขอให้ดำเนินคดีกับ 4 ผู้ต้องหา ประกอบด้วย 2 ข้าราชการฝ่ายการเมือง (ในสมัยนั้น) และ 2 ข้าราชการประจำในกระทรวงแรงงาน (ในสมัยนั้น) ตามความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 และมาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 และมาตรา 86

เกี่ยวกับเรื่องนี้ พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค และในฐานะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ ชี้แจงว่า เรื่องบทความข่าวที่เผยแพร่อยู่นั้น เป็นคดีพิเศษเก่าของดีเอสไอ คือ คดีพิเศษที่ 81/2566 และคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ได้มีการสรุปสำนวนพร้อมความเห็นส่งไปยังสำนักงาน ป.ป.ช. เรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่ 10 ม.ค. 67 ซึ่งในหลักการสอบสวนของคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ก็ได้ดำเนินการตามพยานหลักฐาน และคณะพนักงานสอบสวนฯ ไม่ขอเปิดเผยถึงข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับพยานหลักฐานที่ได้นำส่งให้กับ ป.ป.ช. เพราะปัจจุบันนี้ก็เป็นอำนาจของ ป.ป.ช. ที่จะดำเนินการตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 และจนถึงวันนี้ ป.ป.ช. ก็ยังไม่ได้มีการส่งสำนวนกลับมาให้ดีเอสไอดำเนินการแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม คณะพนักงานสอบสวนฯ จึงไม่ขอยืนยันในส่วนของภาพเงินสด 3 ล้านบาทที่อยู่ในกล่องที่มีการนำมาประกอบในบทความข่าวดังกล่าวว่าเป็นหนึ่งในพยานหลักฐานของสำนวนดีเอสไอหรือไม่ แต่ขอย้ำว่าสำนวนคดียังอยู่ในความรับผิดชอบของ ป.ป.ช. เรียบร้อยแล้ว
นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวได้ย้อนกลับไปตรวจสอบเอกสารข่าวแจกของกรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยส่วนประชาสัมพันธ์ เมื่อวันที่ 11 ม.ค. 67 ที่ได้มีการเผยแพร่ให้สื่อมวลชนนำไปใช้เสนอข่าว พบข้อมูลว่า เมื่อวันที่ 10 ม.ค. 67 คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) นำโดยกองคดีการค้ามนุษย์ กรมสอบสวนคดีพิเศษ และพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด ในฐานะพนักงานอัยการที่อัยการสูงสุดมอบหมายให้ร่วมสอบสวน มีมติร่วมกันให้กล่าวหากับอดีตข้าราชการฝ่ายการเมืองระดับรัฐมนตรี 2 คน และผู้บริหารระดับสูงกระทรวงแรงงาน 2 คน รวมทั้งหมด 4 คน ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 และมาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 และมาตรา 86

กรมสอบสวนคดีพิเศษ ระบุอีกว่า กรณีดังกล่าวสืบเนื่องจากกองคดีการค้ามนุษย์ ได้ทำการสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษที่ 81/2566 เนื่องจากได้รับหนังสือจากกระทรวงการต่างประเทศ เรื่องแรงงานไทยเป็นเหยื่อค้ามนุษย์ในสาธารณรัฐฟินแลนด์ โดยกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮลซิงกิ ได้ให้ความช่วยเหลือแรงงานไทยในสาธารณรัฐฟินแลนด์ที่เดินทางไปทำงานเก็บผลไม้ป่าอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ในการเดินทางกลับประเทศไทย ซึ่งคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษพบว่าเป็นคดีความผิดที่ส่วนหนึ่งเกิดนอกราชอาณาจักร จึงเสนอสำนวนการสอบสวนไปยังอัยการสูงสุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 20 และอัยการสูงสุดได้มอบหมายให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษทำการสอบสวนต่อไป และอัยการสูงสุดได้มอบหมายพนักงานอัยการมาร่วมสอบสวน ซึ่งมีการขอความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญาเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานจากสาธารณรัฐฟินแลนด์ในความผิดฐานค้ามนุษย์ ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
กรมสอบสวนคดีพิเศษ ระบุต่อว่า ต่อมาทางการสาธารณรัฐฟินแลนด์ได้ส่งพยานหลักฐานสำคัญตามที่ทางการไทยร้องขอให้กับกรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยจากการสอบสวนของคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษร่วมกับพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด และพยานหลักฐานที่ได้จากความร่วมมือระหว่างประเทศกับเจ้าหน้าที่ตำรวจสาธารณรัฐฟินแลนด์ ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีขบวนการสมคบระหว่างนักการเมือง เจ้าหน้าที่รัฐ และบุคคลธรรมดา ร่วมกันเรียกรับผลประโยชน์จากบริษัทผู้ประสานงานฝั่งไทยที่ทำหน้าที่ประสานงานกับบริษัทที่จะนำเข้าแรงงานของสาธารณรัฐฟินแลนด์ เป็นค่า “หัวคิว” (DOE MAMAGEMENT) หรือค่าดำเนินการ เฉลี่ยรายละ 3,000 บาท โดยไม่มีสิทธิเรียกเก็บตามกฎหมาย ซึ่งบริษัทประสานงานฝั่งไทยได้นำมาเรียกเก็บจากคนงานที่ไปทำงานอีกชั้นหนึ่งนอกเหนือจากค่าใช้จ่ายตามจริงโดยในปี พ.ศ. 2563-พ.ศ. 2566 ซึ่งเป็นช่วงดำเนินคดี มีผู้อยู่ในข่ายต้องเสียค่าใช้จ่ายดังกล่าว รวมประมาณ 12,000 คน คิดเป็นเงินรวมประมาณ 36 ล้านบาท ซึ่งคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษและพนักงานอัยการ จึงได้มีมติกล่าวหาบุคคลดังกล่าว รวม 4 คน และนำส่งสำนวนคดีพิเศษดังกล่าวต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป.




