เมื่อวันที่ 29 เม.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่อาคารกระทรวงยุติธรรม มีการประชุมคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ โดยมีปลัดกระทรวงยุติธรรมเป็นประธาน พร้อมตัวแทนจากหน่วยงานหลัก อาทิ กรมราชทัณฑ์ กรมคุมประพฤติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และอัยการสูงสุด เพื่อพิจารณารายชื่อนักโทษเด็ดขาดที่เข้าเกณฑ์พักการลงโทษจากทั่วประเทศ ซึ่งหนึ่งในรายชื่อที่ถูกจับตามองคือ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
รายงานข่าวระบุว่า ทนายความของนายทักษิณได้ยื่นเอกสารแสดงความประสงค์ใช้บ้านเลขที่ 472 ซอยจรัญสนิทวงศ์ 69 หรือ “บ้านจันทร์ส่องหล้า” เป็นสถานที่พักอาศัยระหว่างคุมประพฤติ โดยมีรายชื่อผู้อุปการะดูแลชัดเจน หากคณะกรรมการฯ มีมติเห็นชอบ นายทักษิณจะต้องเข้าสู่กระบวนการคุมประพฤติเป็นเวลา 4 เดือน เพื่อให้ครบกำหนดโทษ 1 ปี ในวันที่ 9 ก.ย. 2569 หลังจากรับโทษมาแล้ว 8 เดือน
สำหรับประเด็นการติดกำไล EM คณะกรรมการจะหารือโดยพิจารณาจากปัจจัยด้านอายุที่เกิน 70 ปี และปัญหาสุขภาพที่ต้องได้รับการดูแลต่อเนื่อง รวมถึงอาจมีการพิจารณาเงื่อนไขพิเศษเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวทางการเมือง แม้ระเบียบปกติจะไม่ได้ระบุห้ามไว้ก็ตาม
ผู้ที่ได้รับการพักการลงโทษ ยังคงมีสถานะเป็นนักโทษตามกฎหมาย และต้องปฏิบัติตามกฎกระทรวงฯ ปี 2562 อย่างเคร่งครัด 9 ข้อหลัก ดังนี้:

รายงานตัว : ต่อพนักงานคุมประพฤติภายใน 3 วันหลังปล่อยตัว และตามนัดหมาย
จำกัดพื้นที่ : ต้องพักในสถานที่แจ้งไว้ ห้ามออกนอกเขตจังหวัดโดยไม่ได้รับอนุญาต
รักษาวินัย : ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบสังคมอย่างเคร่งครัด
อาชีพ : ต้องประกอบอาชีพสุจริต และแจ้งทุกครั้งที่มีการย้ายงาน
ความร่วมมือ: เข้าร่วมกิจกรรมแก้ไขฟื้นฟูตามหลักเกณฑ์
ความประพฤติ: ห้ามประพฤติเสื่อมเสีย เช่น เล่นการพนัน หรือกระทำผิดซ้ำ
สิ่งต้องห้าม: ห้ามยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดและอาวุธทุกชนิด
การติดต่อ: ห้ามเยี่ยมหรือติดต่อกับนักโทษที่ไม่ใช่ญาติ
เอกสาร: ต้องพกหนังสือสำคัญการปล่อยตัวเพื่อแสดงต่อเจ้าหน้าที่เสมอ

ทั้งนี้ กระทรวงยุติธรรมย้ำชัดว่า ระหว่างการคุมประพฤติ ผู้ถูกปล่อยตัวยังไม่สามารถ “อุปสมบทหรือเกณฑ์ทหาร” ได้ หากมีการฝ่าฝืนเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่ง เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมตัวกลับมาคุมขังในเรือนจำได้ทันทีโดยไม่ต้องมีหมายจับ
ด้าน พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยก่อนเข้าประชุมว่า วันนี้เป็นการพิจารณาตามวงรอบปกติซึ่งมีผู้เข้าเกณฑ์กว่า 500 ราย โดยกรมราชทัณฑ์ได้เตรียมเอกสารประวัติและข้อมูลประกอบอย่างครบถ้วน เพื่อให้คณะกรรมการใช้ประกอบการวินิจฉัยเป็นขั้นตอนสุดท้ายต่อไป



