ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งวันประวัติศาสตร์การเมืองและกระบวนการยุติธรรมไทยต้องจารึกหน้าใหม่อีกครั้ง เมื่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 มีคำพิพากษาตัดสินจำคุกอดีตประธาน ป.ป.ช. และอดีตกรรมการ ป.ป.ช. รวม 2 ราย เป็นเวลาคนละ 3 ปี โดยไม่รอลงอาญา ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157
คดีนี้เป็นผลพวงโดยตรงจากการจงใจไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ที่สั่งให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารและเอกสารผลการสอบสวนคดีนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งการตัดสินครั้งนี้ไม่เพียงแต่สั่นสะเทือนวงการการเมือง แต่ยังกลายเป็นบรรทัดฐานครั้งสำคัญว่า “องค์กรอิสระก็อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญและกฎหมาย และต้องถูกตรวจสอบได้โดยประชาชน”

ย้อนรอยมหากาพย์ 8 ปี “นาฬิกายืมเพื่อน”
หากย้อนเวลากลับไป จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้เกิดจากความบังเอิญและสายตาของชาวเน็ตในโลกโซเชียลมีเดีย นำไปสู่การขุดคุ้ยในยุค คสช. ดังนี้…
4 ธันวาคม 2560
ในวันถ่ายภาพหมู่คณะรัฐมนตรีใหม่ (ครม.ประยุทธ์ 5) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ได้ยกมือขึ้นบังแสงแดด ทำให้สื่อมวลชนและประชาชนสังเกตเห็นนาฬิกาหรูแบรนด์ดัง Richard Mille รุ่น RM 029 ราคาประมาณ 3.6 ล้านบาท พร้อมแหวนเพชรเม็ดโต ซึ่งไม่ปรากฏในบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินที่ยื่นต่อ ป.ป.ช. เมื่อครั้งเข้ารับตำแหน่งในปี 2557
ต้นปี 2561
เกิดปรากฏการณ์สืบสวนโดยพลังโซเชียลและเพจ CSI LA ที่ขุดคุ้ยภาพถ่ายในอดีตของ พล.อ.ประวิตร จนพบนาฬิกาหรูสลับสับเปลี่ยนกันใส่อีกรวมแล้วกว่า 22-25 เรือน มูลค่ารวมกันพุ่งสูงถึงประมาณ 30-40 ล้านบาท อาทิ..
Richard Mille รุ่น RM 30 ราคาประมาณ 4 ล้านบาท
Richard Mille รุ่น RM010 ราคาเริ่มต้น 3.26 ล้านบาท
Rolex รุ่น Cosmograph Daytona Ice Blue Dial Platinum ราคาประมาณ 1.9–2.4 ล้านบาท
Patek Phillippe รุ่น 3970 ราคาประมาณ 3.6 ล้านบาท
Patek Phillippe รุ่น 5960P ราคาประมาณ 3.12 ล้านบาท
Rolex Day-Date 36 ทองคำ 18K rose gold ราคาตลาด 1.2 ล้านบาท
27 ธันวาคม 2561
คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 3 ไม่รับคดีนี้ไว้พิจารณา โดยยอมรับคำชี้แจงของ พล.อ.ประวิตร ที่ระบุว่า นาฬิกาทั้งหมดเป็นของ นายปัฐวาท สุขศรีวงศ์ เพื่อนสนิทร่วมรุ่นที่เสียชีวิตไปแล้ว โดยเป็นการ “ยืมมาใส่และคืนไปหมดแล้ว” ป.ป.ช. จึงวินิจฉัยว่าเป็น “การยืมใช้คงรูป” ไม่ต้องแสดงในบัญชีทรัพย์สิน
พ.ศ. 2562-2566
นายวีระ สมความคิด และสำนักข่าว The MATTER ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อบังคับให้ ป.ป.ช. เปิดเผยข้อมูลผลการสอบสวนทั้งหมดเพื่อความโปร่งใส
21 เมษายน 2566
ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาถึงที่สุด สั่งให้ ป.ป.ช. เปิดเผยข้อมูลการตรวจสอบ 3 รายการสำคัญแก่ผู้ร้องเรียนภายใน 15 วัน
25 เมษายน 2566
ป.ป.ช. มีมติฝืนคำสั่งศาลโดยส่งมอบเอกสารที่มีการใช้ “แถบดำคาดปิดทับเนื้อหาสำคัญ” และบางหน้าส่งมาเพียง “กระดาษเปล่า” นำไปสู่การฟ้องร้องดำเนินคดีอาญามาตรา 157 ในเวลาต่อมา
27 พฤษภาคม 2569
ศาลอาญาคดีทุจริตฯ พิพากษาตัดสินจำคุกอดีตบิ๊ก ป.ป.ช. 2 ราย คือ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ อดีตประธาน ป.ป.ช. (จำเลยที่ 3) และ น.ส.สุภา ปิยะจิตติ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. (จำเลยที่ 7) คนละ 3 ปี โดยไม่รอลงอาญา ส่วนจำเลยที่เหลืออีก 7 คน ศาลยกฟ้อง
“แถบดำและกระดาษเปล่า” เมื่อกระบวนการโปร่งใสถูกบดบัง
หัวใจสำคัญของการฟ้องร้องคดีอาญาในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงเรื่องความหรูหราของตัวนาฬิกาอีกต่อไป แต่คือประเด็นการ “ท้าทายอำนาจศาล” และจงใจปิดบังข้อมูลที่ประชาชนควรจะได้รับรู้ โดยข้อมูลที่ศาลปกครองสูงสุดสั่งให้ ป.ป.ช. เปิดเผยอย่างครบถ้วน ประกอบด้วย
1.รายงานการแสวงหาข้อเท็จจริง และรวบรวมพยานหลักฐานเอกสารทั้งหมดในคดี
2.ความเห็นของเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ทุกคนที่มีส่วนรับผิดชอบในสำนวนคดีนี้
3.รายงานการประชุมของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทุกครั้งที่เกี่ยวข้องกับกรณีนาฬิกาหรู
ทว่า ป.ป.ช. กลับเลือกส่งเอกสารที่ไร้ข้อมูล มีแถบสีดำเซ็นเซอร์ข้อความสำคัญ และบางหน้าเป็นกระดาษเปล่า ซึ่งศาลวินิจฉัยว่า นายวีระ สมความคิด ในฐานะนักสิทธิมนุษยชนและผู้ตรวจสอบการทุจริต ถือเป็น “ผู้เสียหายโดยตรงและโดยนิตินัย” ที่มีสิทธิอันชอบธรรมในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารเหล่านี้ เพื่อนำมาตรวจสอบความโปร่งใสของกลไกภาครัฐ
ที่ผ่านมา องค์กรอิสระมักถูกตั้งคำถามว่าจัดตั้งขึ้นเพื่อตรวจสอบฝ่ายการเมือง หรือกลายเป็นเครื่องมือปกป้องผู้มีอำนาจกันแน่? คำตัดสินจำคุกอดีตผู้บริหารระดับสูงของ ป.ป.ช. ในวันนี้ถือได้ว่าเป็นการส่งสัญญาณเตือนที่ชัดเจนไปยังข้าราชการและองค์กรอิสระทุกแห่งว่า “ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย” ดุลพินิจส่วนตัวไม่สามารถอยู่เหนือ “สิทธิในการรับรู้ของประชาชน”..




