เมื่อวันที่ 27 ม.ค. ที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พรรคประชาชน นำโดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วยทีมบริหารรัฐบาลประชาชนและผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ อาทิ นายเดชรัต สุขกำเนิด น.ส.เพียงพนอ บุญกล่ำ นายพูนศักดิ์ จันทร์จำปี นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล นายเซีย จำปาทอง นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ นายวรภพ วิริยะโรจน์ นายวิสุทธิ์ ตันตินันท์ และนายศุภโชติ ไชยสัจ เข้าพบและหารือแนวนโยบายกับผู้บริหารสภาอุตสาหกรรมฯ

โดยนายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ภาคเอกชนรู้ดีที่สุดว่า ประเทศไทยกำลังต้องการรัฐบาลที่ใช่เพื่อพาเศรษฐกิจไทยกลับมาแข่งขันได้อีกครั้ง โดยประเทศไทยต้องการรัฐบาลที่สนับสนุนให้ภาคเอกชนเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างอุตสาหกรรมใหม่ ต้องการรัฐบาลที่มีเจตจำนงทางการเมือง กล้าทำเรื่องยาก เรื่องใหญ่ ที่ต้องข้ามกระทรวง ข้ามกลุ่มผลประโยชน์ และต้องการรัฐบาลที่มีความพร้อมและแผนงานชัดเจน พร้อมลงมือทำได้จริงทันที ซึ่งรัฐบาลประชาชนมีทั้ง 3 อย่าง และพร้อมนำเสนอแผนขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรมใน 3 ระยะ ตั้งแต่ 100 วันแรก หนึ่งปีแรก และตลอดหนึ่งสมัย

นายณัฐพงษ์ กล่าวถึงแผนระยะที่ 1 ภายใน 100 วันแรก ว่า รัฐบาลประชาชนจะอุดรูรั่วเศรษฐกิจ และเร่งสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันให้ผู้ประกอบการไทยทันที ด้วยการดำเนินมาตรการจัดการสินค้าไม่มีมาตรฐาน และร้านค้าต่างชาติบนแพลตฟอร์มที่บิดเบือนการแข่งขันอย่างจริงจัง เพราะถ้ารัฐไม่กล้าจัดการปัญหานี้ ผู้ประกอบการไทยและแรงงานไทยจะเป็นผู้เสียโอกาสโดยตรง ขณะเดียวกัน รัฐบาลประชาชนจะเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจทันที ทั้งฝั่งการบริโภคและภาคการผลิต โดยมีกลไกกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศและรายย่อย ผ่านโครงการคนละครึ่ง พร้อม “หวยใบเสร็จ SMEs” วงเงิน 15,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มยอดขายให้ผู้ประกอบการรายย่อย และมีมาตรการสนับสนุนภาคการผลิตในประเทศ ผ่านโครงการ “คนละครึ่ง Made in Thailand” สำหรับการเปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้า วงเงิน 10,000 ล้านบาท ซึ่งสามารถต่อยอดจากข้อเสนอและโครงการที่ภาคอุตสาหกรรมได้ผลักดันอยู่แล้ว ให้เกิดผลจริงในวงกว้าง

นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ภายใน 100 วันแรก รัฐบาลประชาชนจะเร่งอนุมัติและอัดฉีดสภาพคล่องให้กลุ่มคนทุนน้อยและผู้ประกอบการอย่างทั่วถึง วงเงินรวม 250,000 ล้านบาท ผ่าน 3 กลไกสำคัญ ได้แก่ สินเชื่อบ้านหลังแรก วงเงิน 100,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนประชาชนให้มีโอกาสเข้าถึงที่อยู่อาศัย และช่วยให้ภาคอสังหาริมทรัพย์และวัสดุก่อสร้างเดินหน้าต่อได้ สินเชื่อ SMEs วงเงิน 50,000 ล้านบาท เพื่อให้ SMEs เข้าถึงสินเชื่อในระบบ ลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ และสินเชื่อ Transformation วงเงิน 100,000 ล้านบาท เพื่อยกระดับภาคการผลิตและการบริการให้ก้าวสู่ยุคดิจิทัลและ AI โดยสามารถต่อยอดกับโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมของสภาอุตสาหกรรมฯ ได้ทันที เช่น โครงการ “aFTi ยกระดับอุตสาหกรรมสู่ Go Digital & AI”
นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อไปว่า รัฐบาลประชาชนจะเปิดประตูการลงทุนยุคใหม่เพื่อดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูงและสร้างแต้มต่อการแข่งขันระยะยาว ด้วยการเปิดเสรีพลังงานสะอาด ปลดล็อกเงื่อนไข Direct PPA เพื่อให้ทุกภาคธุรกิจเข้าถึงไฟฟ้าสะอาดได้ ไม่จำกัดเฉพาะบางประเภทกิจการ พร้อมประกาศเลื่อนเป้าหมาย Net Zero ให้เร็วขึ้นเป็นปี 2050 เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในตลาดโลก และเริ่มเจรจาแก้ไขสัญญาโรงไฟฟ้าเพื่อลดค่าไฟ โดยตั้งเป้าลดได้ 25 สตางค์ หน่วยในปีแรก

นายณัฐพงษ์ ยังกล่าวต่อว่า สำหรับแผนงานภายในงบประมาณปีแรก (ต.ค.69–ก.ย.70) รัฐบาลประชาชนจะเดินหน้า “ปลดล็อกกฎระเบียบล้าสมัย” ที่เป็นต้นทุนซ่อนเร้นของเศรษฐกิจไทยให้เสร็จภายใน 18 เดือน ผ่านปฏิบัติการ Regulatory Guillotine Operation 18 โดยต่อยอดจากข้อเสนอและผลการศึกษาที่ภาคเอกชนและนักวิชาการได้ดำเนินการไว้แล้ว เพื่อเร่งทำให้ครบถ้วน และใช้หลักการยกเลิกกฎระเบียบที่มีต้นทุนการบังคับใช้สูงกว่าประโยชน์สาธารณะ พร้อมเปิดให้กลไกเอกชนและผู้เชี่ยวชาญร่วมชี้เป้ากฎระเบียบที่ไม่จำเป็น เพื่อให้เศรษฐกิจไทยคล่องตัวและแข่งขันได้จริง
นายณัฐพงษ์ กล่าวต่ออีกว่า นอกจากนี้ จะยกระดับกลไกภาครัฐให้เป็น “เครื่องยนต์สนับสนุนภาคการผลิตไทย” ด้วยระบบ e-Shopping ภาครัฐ เพื่อให้หน่วยงานรัฐสามารถจัดซื้อสินค้า Made in Thailand ได้สะดวกขึ้น และเร่งพัฒนาระบบขออนุญาตแบบระบบเดียวผ่าน “ทางรัฐ/Biz Portal” ให้ยื่นแล้วรู้ผล ลดดุลพินิจ ลดส่วย พร้อมผลักดันระบบ Super/Auto Approve License ตามแนวทาง พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกฉบับใหม่ รวมถึงระบบช่วยตรวจสอบใบอนุญาตแบบ Pre-Approve เพื่อลดระยะเวลารอคอยและเพิ่มความมั่นใจให้ผู้ประกอบการ

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่ออีกว่า ในด้านการลดต้นทุนพลังงานและเพิ่มการลงทุน รัฐบาลประชาชนจะผลักดันมาตรการผ่อนชำระโซลาร์เซลล์และเทคโนโลยีประหยัดพลังงานผ่านบิลค่าไฟ รวมถึงสนับสนุนกลไก ESCO ในหน่วยงานรัฐ และยกระดับมาตรฐานอาคารประหยัดพลังงานใหม่รองรับอุตสาหกรรมสีเขียวในประเทศไทย ขณะเดียวกัน ในส่วนมาตรการที่ต้องใช้งบประมาณโดยตรง รัฐบาลประชาชนจะเพิ่มประสิทธิภาพเศรษฐกิจด้วยกลไกตลาดและภาคเอกชน ผ่านการออก “คูปอง” เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของประชาชนและผู้ประกอบการภาคเอกชน อาทิ คูปอง SMEs คืน VAT สูงสุด 50,000 บาทต่อราย คูปองเกษตร 12 ทันโลก และคูปอง Reskill เพื่อจับคู่การจ้างงานและยกระดับทักษะแรงงานให้สอดรับกับอุตสาหกรรมใหม่
นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ ยังมีแผน “Orange Megaproject เพื่อคุณภาพชีวิต” ที่สร้างงาน สร้างตลาด และยกระดับบริการสาธารณะในหัวเมืองสำคัญ เช่น โครงการรถเมล์ไฟฟ้า 15 หัวเมือง โครงการน้ำประปาสะอาด วงเงิน 5,000 ล้านบาท การจัดการขยะและเศรษฐกิจหมุนเวียน รวมถึงการยกระดับท่าเรือแหลมฉบังสู่ระบบดิจิทัล และพัฒนาท่าเรือระนองเพื่อเชื่อมต่อการค้าไปยังอินเดีย วงเงิน 10,000 ล้านบาท

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่ออีกว่า สำหรับแผนงาน ภายใน 1 สมัย 4 ปี รัฐบาลประชาชนจะทำให้ “การลงทุนและการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ” กลายเป็นยุทธศาสตร์สร้างอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศ เปลี่ยนปัญหาเดิมให้กลายเป็นโอกาสในการยกระดับขีดความสามารถของไทย โดยกำหนดกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ชัดเจน เช่น ภาคราชการเป็นแรงขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ ป้องกันประเทศ Semiconductor และ Digital & AI ขณะที่ท้องถิ่นสามารถเป็นผู้ขับเคลื่อนตลาดรถเมล์ไฟฟ้า ระบบน้ำประปาและบำบัดน้ำเสีย และการจัดการขยะ ส่วนรัฐวิสาหกิจจะเป็นกลไกสำคัญในการลงทุน Smart Grid และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญอย่างรถไฟทางคู่ ทั้งนี้ รัฐบาลประชาชนจะใช้ทุกแหล่งเงินเพื่อเดินหน้าแผนยุทธศาสตร์นี้ให้เกิดขึ้นจริง ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณปกติ การร่วมลงทุนกับเอกชน (PPP) ทั้งในระดับส่วนกลางและท้องถิ่น รวมถึงการใช้เครื่องมืออย่าง Infrastructure Fund เพื่อสร้างอุตสาหกรรมใหม่ สร้างงานใหม่ และยกระดับเศรษฐกิจไทยให้แข่งขันได้ในระยะยาว
นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อไปอีกว่า พรรคประชาชนพร้อมรับฟังข้อเสนอจากภาคอุตสาหกรรมและภาคเอกชน เพื่อนำไปพัฒนาต่อยอดเป็นกลไกปฏิบัติที่ชัดเจน และยืนยันว่ารัฐบาลประชาชนเป็นรัฐบาลที่มีเจตจำนงและความพร้อมที่จะลงมือทำทันที เพราะเป้าหมายสำคัญคือการทำให้ประเทศไทยกลับมาสร้างอุตสาหกรรมใหม่ได้จริง ลดต้นทุน เพิ่มความเป็นธรรมในการแข่งขัน และทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตบนฐานที่เข้มแข็งและยั่งยืน




