นายวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP เปิดเผยว่า ในปี69 บริษัทวางแผนใช้เงินลงทุน รวม 10,000 ล้านบาท สำหรับ M&P การขยายธุรกิจและปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักร และมีเป้าหมาย EBITDA 18,300 ล้านบาท โดยมองโอกาสขยายการลงทุนในเวียดนามและอินโดนีเซีย และการขยายตลาดในอินเดีย ที่ภาพรวมเศรษฐกิจมีแนวโน้มเติบโตและโดดเด่น เน้นลงทุนในกลุ่มบรรจุภัณฑ์เชื่อมโยงกับผู้บริโภคเพื่อเพิ่มศักยภาพและบูรณาการด้านการผลิต

รวมถึงวางกลยุทธ์เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและบริหารต้นทุน ด้วยการนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์ (Robot) หุ่นยนต์เพื่อทำงานร่วมกับพนักงาน (Cobot) และระบบอัตโนมัติมาใช้ในกระบวนการผลิต เพื่อการควบคุมคุณภาพบรรจุภัณฑ์ได้อย่างแม่นยำ ช่วยจัดการวัตถุดิบและลดต้นทุน และส่งมอบสินค้าที่ได้คุณภาพให้ลูกค้า โดยจะมีการขยายการใช้งานในโรงงานต่างประเทศเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังเดินหน้าบริหารต้นทุนต่อเนื่อง เช่น ธุรกิจในอินโดนีเซียได้ปรับสัญญาการใช้พลังงาน ซึ่งจะเริ่มเห็นผลของการลดค่าใช้จ่ายตั้งแต่มกราคม ปี 2569

ขณะเดียวกันยังคงขับเคลื่อนธุรกิจด้านความยั่งยืน ผ่านความร่วมมือกับลูกค้าในกลุ่มบรรจุภัณฑ์สินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าส่งออกจำนวน 15 โครงการ ทั้งพัฒนาและยกระดับนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่เพื่อการรีไซเคิล พัฒนาระบบอัตโนมัติเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ตลอดจนการคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (CFP) พร้อมพัฒนาห้องปฏิบัติการเพื่อให้บริการทดสอบและรับรองกระดาษบรรจุภัณฑ์ตามมาตรฐานฉลากเขียว และประยุกต์ใช้หลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (EPR) เพื่อส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ไปพร้อมกับการควบคุมการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นไปตามเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 25 ภายในปี 2573 และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ไตรมาส 1 ปีนี้ คาดว่าความต้องการยังเติบโตต่อเนื่อง จากการบริโภคภายในประเทศของตลาดอาเซียน ภาพรวมเศรษฐกิจอาเซียนมีแนวโน้มเติบโต และความต้องการใช้กระดาษบรรจุภัณฑ์จากจีนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่วนราคาบรรจุภัณฑ์และต้นทุนค่าขนส่งคาดว่าจะทรงตัว โดย SCGP มุ่งเพิ่มอัตราการใช้กำลังการผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์เฉลี่ยเพิ่มเป็น 90% จาก 87-91% ในปี68 ทั้งนี้ ปริมาณการขายในเวียดนามและอินโดนีเซียอาจใกล้เคียงไตรมาสก่อน เนื่องจากเวียดนามมีวันหยุดช่วงเทศกาลเต๊ดและฮารีรายอของอินโดนีเซีย ส่วนไทยมีการสนับสนุนจากเทศกาลสงกรานต์ รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่