เมื่อวันที่ 29 ม.ค. ที่อาคารอนาคตใหม่ พรรคประชาชนจัดกิจกรรม “พิมพ์ส้มล้มโกง ปราบคอร์รัปชันในแบบรัฐบาลประชาชน” เพื่อนำเสนอนโยบายและแผนปฏิบัติการของรัฐบาลประชาชนในการสร้างระบบแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน นำโดย น.ส.เพียงพนอ บุญกล่ำ นายวิสุทธิ์ ตันตินันท์ ทีมบริหารรัฐบาลประชาชนด้านการปฏิรูปรัฐ พร้อมด้วย ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้แก่  น.ส. รักชนก ศรีนอก น.ส.ภัณฑิรา มั่นสัมฤทธิ์ นายนิธิกร บุญยกุลเจริญ และ นายธีระชาติ ก่อตระกูล

โดย น.ส.รักชนก กล่าวว่า ข้อเสนอทั้งหมดของเรา เราเชื่อว่านักการเมืองคนอื่นก็คิดออก แต่ทำไมที่ผ่านมาถึงทำไม่ได้หรือไม่ทำ การปราบคอร์รัปชันที่ดีที่สุดไม่ใช่การจับคนผิดมาประหาร แต่คือเรื่องของการป้องกันตั้งแต่ต้นทางและทำผิดแล้วต้องจับให้ได้ นโยบายดีๆ นั้นใครก็พูดได้ แต่ประชาชนจะเชื่อใคร ต้องดูคำพูดและการกระทำที่ผ่านมาว่าสอดคล้องกันหรือไม่

น.ส.รักชนก กล่าวว่า ยกตัวอย่างกรณีตึก สตง. ถล่ม เชื่อว่าประชาชนรู้แล้วว่ามันไม่ได้ถล่มลงมาเพราะแผ่นดินไหว แต่ถล่มเพราะการคอร์รัปชันที่กัดกินลงไปถึงราก นั่นคือโครงสร้างของระบบราชการ ทำให้เรารู้ว่าการก่อสร้างตึกนี้ไม่ได้เข้าร่วมมาตรฐานความโปร่งใสในการก่อสร้างภาครัฐ (Construction Transparency Initiative: CoST) ไม่ได้เปิดให้บุคคลภายนอกเข้าไปร่วมจับตากระบวนการก่อสร้าง นอกจากนี้งบประมาณที่ใช้ก็ไม่ได้ตั้งผ่านสภาเพราะตามกฎหมายอนุญาตให้องค์กรอิสระถ้าใช้เงินไม่หมด สามารถเก็บเงินและสะสมเพื่อนำไปทำอย่างอื่นได้ ทำให้เกิดช่องว่างในการตรวจสอบ

น.ส.รักชนก กล่าวอีกว่า หรือเรื่องประกันสังคมซึ่งตนพูดมานานแล้ว ไม่ได้เพิ่งพูดช่วงเลือกตั้ง การทำปฏิทินและการตัดสูทโดยวิธีเฉพาะเจาะจง อ้างว่าทำกับองค์การทหารผ่านศึกเพื่อช่วยทหารผ่านศึก แต่ต้องไปดูดีๆ ว่าสุดท้ายผลประโยชน์ตกอยู่กับทหารผ่านศึกตัวจริง หรือไม่ หรือกรณีที่ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.แรงงาน บอกว่าเห็นด้วยกับการนำประกันสังคมออกนอกระบบ การจะทำเรื่องนี้ให้สำเร็จ เราต้องการ สส. 250 คนเพื่อไปโหวตกฎหมายในสภา ดังนั้นตนเสนอว่าสิ่งที่ รมว.แรงงาน ทำได้เลยตามอำนาจและขอให้ทำเสียก่อน คือการตั้งกรรมการสอบตึก SKYY9 และหยุดยั้งระเบียบเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมที่ลดทอนเสียงของผู้ประกันตน

 


น.ส.รักชนก กล่าวว่า มีคนถามว่าประกันสังคมเละเทะแบบนี้มาสามสิบปี ทำไมเพิ่งมีพรรคประชาชนพรรคเดียวที่ออกมาพูด ในอดีตมีหลายคนเรียกร้องมาก่อน แต่ไม่มีองคาพยพทางการเมืองไหนไปสนับสนุน พรรคการเมืองแรกที่ออกมาพูด ขุดคุ้ยเรื่องที่เละเทะในประกันสังคมคือพรรคประชาชน ถามว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ท่านลองค้นหา รมว.แรงงาน 20 ปีย้อนหลัง แล้วดูพรรคที่เขาสังกัด ดูว่าเป็นรัฐบาลยุคไหน นี่เองเป็นสาเหตุ เพราะไม่ว่าจะตรวจสอบตรงไหนก็จะโดนพรรคพวกตัวเอง ดังนั้นสิ่งที่ตนอยากย้ำ เจตจำนงทางการเมืองคือทุกสิ่งทุกอย่างในการจัดการเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน รวมถึงที่มาของพรรคการเมืองและสิ่งที่สนับสนุนการมีอยู่ของพรรคการเมืองนั้น 

“ถ้าเงินในช่วงหาเสียงของท่านมาจากกลุ่มทุนพลังงาน กลุ่มทุนค้าปลีก ท่านจะทำหรือไม่เรื่องการเปิดโปงการรับซื้อไฟฟ้าใกล้ช่วงเลือกตั้งหรือเรื่องปลาหมอคางดำ ท่านจะกล้าพูดหรือ ก็ย่อมต้องกลัวว่าจะกระทบกับกระเป๋าตังค์ของคนที่สนับสนุนท่านอยู่ แต่พรรคประชาชนขอเงินบริจาคจากประชาชนที่เป็นคนธรรมดา คนเดียวที่เราจะทำงานตอบแทนคือพี่น้องประชาชน นี่คือสิ่งที่ทำให้เราแตกต่างจากพรรคการเมืองอื่น” น.ส.รักชนกกล่าว 

ด้าน น.ส.เพียงพนอ กล่าวว่า การปฏิรูปรัฐเป็นเรื่องที่ยากมากเพราะเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง เปรียบเหมือนเสาเข็มที่ผุกร่อนและอาจจะพังได้ถ้าเราไม่รีบซ่อมแซม ปัญหานี้หนักหนาและเราเหลือเวลาไม่มาก ต้องผ่าตัดใหญ่ เวียดนามใช้เวลา 30 เดือน รัฐบาลประชาชนจึงเสนอแผนปฏิบัติการ operation 18 ใช้เวลา 18 เดือนเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของทุกคนที่มีต่อรัฐให้กลับมา

น.ส.เพียงพนอ กล่าวว่า นโยบายของเราจะไปสู่การปฏิบัติจริงได้ จำเป็นต้องมีพันธมิตรที่แข็งแรง นั่นคือองค์กรต่างๆ ในภาครัฐ และต้องมี spatial task force ที่พร้อมเดินหน้าทำงานให้เห็นผล ทั้งนี้บทบาทการปฏิรูปภาครัฐจะอยู่ที่สำนักนายกรัฐมนตรี โดยเราจะทบทวนภารกิจและโครงสร้าง ยกเครื่องกฎหมายผ่านการกิโยตินกฎหมายจากปัจจุบันไทยมีกฎหมายกว่า 1 แสนฉบับ เราต้องยกเลิกกฎหมายที่เก่าแก่ ไม่ทันสมัย ไม่ได้ใช้งาน ไม่จำเป็น ซ้ำซ้อน จากผลการศึกษาของ TDRI บอกว่าจะลดภาระค่าใช้จ่ายราว 1.3 แสนล้านบาท

น.ส.เพียงพนอ กล่าวว่า เรื่องต่อมาคือการขจัดทุจริตและคอร์รัปชัน เราต้องทำให้การบังคับใช้กฎหมายยึดหลักนิติธรรม ต่อมาคือทำให้การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐโปร่งใส มีประสิทธิภาพ สำนักนายกรัฐมนตรีจะเป็นแกนหลักที่ทำให้นโยบายและแผนทั้งหลายเกิดขึ้นได้จริง ภารกิจนี้เป็นเรื่องของทุกกระทรวงที่ต้องทำงานร่วมกัน ดังนั้นรัฐบาลที่ตั้งขึ้นจากการจัดสรรโควตา แบ่งกระทรวงตามผลประโยชน์เหมือนที่ผ่านมา ย่อมไม่สามารถทำได้  สิ่งสำคัญคือรัฐบาลต้องมีเจตจำนงทางการเมืองและมีความเป็นมืออาชีพ มีความกล้าหาญในการตัดสินใจทำเรื่องยากแต่เป็นเรื่องจำเป็นสำหรับอนาคตของประเทศ