สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 30 ม.ค. ว่า เซอร์เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร กล่าวว่า การเยือนจีนอย่างเป็นทางการครั้งนี้ ซึ่งเป็นครั้งแรกอย่างเป็นทางการในรอบ 8 ปี ของผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ว่ามีการเห็นชอบและบรรลุข้อตกลงร่วมกันมากมาย


สตาร์เมอร์กล่าวว่า ความร่วมมือเหล่านี้คือ “สัญลักษณ์ของการยกระดับความสัมพันธ์” และหวังว่า การร่วมมือกับประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลกอย่างจีน จะช่วยผลักดันเป้าหมายหลักของสหราชอาณาจักร ในการกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ แม้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศจะเคยย่ำแย่ลงในปี 2563 จากประเด็นกฎหมายความมั่นคงในฮ่องกงก็ตาม


ทั้งนี้ สตาร์เมอร์เข้าพบประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ที่มหาศาลาประชาชน ในกรุงปักกิ่ง ขณะเดียวกัน ยังพบหารือกับนายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียง และนายจ้าว เล่อจี้ ประธานคณะกรรมาธิการสามัญประจำสภาประชาชนแห่งชาติ (เอ็นพีซี) ซึ่งเป็นสมาชิกลำดับ 3 ของคณะกรรมาธิการถาวรประจำกรมการเมืองพรรคคอมมิวนิสต์จีน (โปลิตบูโร) โดยจีนและสหราชอาณาจักรเห็นพ้องถึงความจำเป็น ในการกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น


สำหรับผลการหารือที่เห็นชอบร่วมกันแล้ว รวมถึงการที่รัฐบาลปักกิ่งอนุญาตให้ผู้ถือหนังสือเดินทางของสหราชอาณาจักรสามารถเข้าจีนได้โดยไม่ต้องขอวีซ่าสำหรับการพำนักไม่เกิน 30 วัน จีนตกลงลดภาษีนำเข้าวิสกี้จากสหราชอาณาจักรเหลือ 5% จากเดิม 10%


ขณะที่บริษัทแอสตราเซเนกาทุ่มเงินลงทุนในจีนอีกมากกว่า 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 470,857.50 ล้านบาท) จนถึงปี 2573 เพื่อขยายฐานการผลิตและวิจัยยา นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของการส่งเสริมความร่วมมือด้านการส่งออก สินค้าสุขภาพ และการปราบปรามขบวนการลักลอบขนคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย


อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ แสดงความไม่พอใจอย่างหนัก ต่อการที่สตาร์เมอร์เยือนจีน และกล่าวว่า การที่สหราชอาณาจักรบรรลุข้อตกลงหลายอย่างกับจีน “อันตรายมาก”.

เครดิตภาพ : REUTERS