เมื่อเร็วๆนี้ ที่ สถานกงสุลอินโดนีเซีย ประจำจังหวัดสงขลา นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการ ศอ.บต. พร้อมด้วย นาวาเอก จักรพงษ์ อภิมหาธรรม ผู้อำนวยการกองบริหารยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ นางสาวขวัญจิต เคียงตระกูล ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและสนับสนุนงานพัฒนาฝ่ายพลเรือน และเจ้าหน้าที่ ศอ.บต. เข้าหารือ นายวินาร์ดี ฮานาฟี ลักกี กงสุลใหญ่สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ประจำจังหวัดสงขลา ซึ่งก่อนหน้านี้เลขาธิการ ศอ.บต.และคณะ ได้เดินทางไปพบ กงสุลใหญ่มาเลเซีย และกงสุลใหญ่สาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำจังหวัดสงขลา ซึ่งได้รับแนวทางการพัฒนาร่วมกันและได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากทั้ง 2 ประเทศ
โดย เลขาธิการ ศอ.บต. กล่าวกับกงสุลใหญ่อินโดนีเซียประจำจังหวัดสงขลาว่า ในวันนี้ถือเป็นการแสวงหาความร่วมมือ หรือมีจุดร่วมด้วยกันโดยอาจเริ่มจากจุดเล็กๆ จากการได้ทำกิจกรรมร่วมกัน ไม่ว่าจะด้านใด ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ผมก็ยินดีมากๆ และอยากหารือเรื่องการศึกษา โดยเฉพาะเรื่องของทุนการศึกษา ในการศึกษาระดับ ปริญญาตรีและปริญญาโท สาขาด้านวิทยาศาสตร์ ทั้งนี้ ประเทศอินโดนีเซียและไทย มีความร่วมมือด้านการศึกษามาอย่างต่อเนื่อง โดยมีทั้งในส่วนของนักศึกษาอินโดนีเซียที่มาฝึกสอนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ การแลกเปลี่ยนนักศึกษา รวมทั้ง การสนับสนุนทุนการศึกษาแก่นักศึกษาไทยเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยในอินโดนีเซีย อาทิ ทุนการศึกษาองค์กรอิสลามมูฮัมมะดียะห์(Muhammadiyah) ซึ่งปัจจุบัน นักศึกษาไทยกว่า 800 คน กำลังศึกษาอยู่ในสถาบันเครือข่ายของมูฮัมมะดียะห์ ซึ่งขณะนี้ ศอ.บต.อยู่ระหว่างการพิจารณาร่างบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับองค์กรอิสลามมูฮัมมะดียะห์(Muhammadiyah) และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าในอนาคต จะได้มีความร่วมมือในมิติการศึกษาที่มากขึ้น สำหรับด้านการส่งเสริมเศรษฐกิจร่วมกันนั้น ผมเห็นว่าไทยอินโดมีวัฒนธรรมที่คล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะเครื่องแต่งกาย เสื้อผ้า เครื่องประดับ ที่เราสามารถมาผสมผสานให้เกิดการพัฒนา การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ร่วมกันจะสามารถทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆขึ้นได้ อีกทั้งเป็นการส่งเสริมให้เยาวชนได้เข้าร่วม เพิ่มโอกาสทางการตลาดร่วมกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่จะช่วยสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการในพื้นที่ได้มากขึ้น
ด้านนายวินาร์ดี ฮานาฟี ลักกี กงสุลใหญ่สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ประจำจังหวัดสงขลา กล่าวด้วยว่า ผมขอขอบคุณสำหรับมิตรไมตรีที่ดีและอบอุ่นมากๆ ศอ.บต.เปรียบเหมือนพาร์ทเนอร์ ที่สำคัญของอินโดฯ ถือว่าความสัมพันธ์ทางการทูตมีระยะเวลาที่ยาวนานกว่า 76 ปีและแน่นแฟ้นมาก ส่วนความร่วมมือด้านการศึกษาคือภารกิจหลักของเรา ทั้งเรื่องการแลกเปลี่ยนนักศึกษา และสนับสนุนทุนการศึกษา เราทั้ง 2 ประเทศ เห็นควรที่จะผลักดันให้เยาวชนได้แลกเปลี่ยนกัน ก่อนหน้านี้มีการจัดงานวิชาการที่ทำร่วมกันในพื้นที่ จชต. มาโดยตลอด ในส่วนของด้านศิลปวัฒนธรรม ก็มีความคล้ายคลึงกันเรื่องวัฒนธรรมการสวมใส่ โดยเฉพาะผ้าพื้นถิ่นหรือผ้าบาติก ทางเราพร้อมให้ความร่วมมือและอำนวยความสะดวกในทุกเรื่อง อินโดนีเซียมีการจัดงานเอ็กซ์โป โดยกระทรวงพาณิชย์ของอินโดนีเซีย ซึ่งจะมีผู้ประกอบการในแต่ละประเทศเข้าร่วม เพื่อให้เกิดการจับคู่ทางธุรกิจระหว่างกัน ผมคิดว่า ทางกงสุลใหญ่อินโดฯ และศอ.บต. คงได้หารือกันมากขึ้น นอกจากนี้ผมสนใจเรื่องความร่วมมือเรื่องการส่งเสริมผู้ประกอบการกาแฟ ในเรื่องของการนำเข้าและส่งออกร่วมกัน กงสุลใหญ่สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ประจำจังหวัดสงขลา กล่าวทิ้งท้าย
ทั้งนี้ การจัดกิจกรรมดังกล่าว เป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างหน่วยงานของไทยกับหน่วยงานของอินโดนีเซีย รวมทั้ง ความสัมพันธ์อันดีในระดับรัฐบาลของทั้งสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น



