ภาพรวมกระแสล่าสุดจากโพลนิด้า เมื่อวันที่ 30 ม.ค. สะท้อนว่า “พรรคประชาชน” ยังคงนำทั้งตัวบุคคล และคะแนนนิยมพรรค โดยเฉพาะชื่อของ “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน ที่ถูกยกให้เป็นตัวเลือกนายกฯอันดับ 1 ขณะที่ “พรรคภูมิใจไทย” และ “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคภูมิใจไทย ไล่ตามมาเป็นอันดับ 2 ส่วนอันดับ 3 ของตัวบุคคลเป็น “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แต่ในเชิงพรรคการเมือง กลับเป็น “พรรคเพื่อไทย” ที่ขึ้นมาอยู่อันดับ 3 แสดงให้เห็นถึงความสลับซับซ้อนของคะแนนนิยม ที่ไม่ได้เดินไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด
“พรรคส้ม” ที่ดูเหมือนแรงไม่ตก ส่วนหนึ่งมาจากกระแสนโยบายการเปลี่ยนโครงสร้างประเทศ ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ผสมกับการดึง “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน กลับมาช่วยหาเสียงในฐานะอดีตผู้นำ ที่ยังมีฐานแฟนคลับเหนียวแน่น รวมถึงบทบาทของ “ไอซ์ รักชนก ศรีนอก” ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่เดินเกมตรวจสอบกองทุนประกันสังคมอย่างเข้มข้น จนสามารถดึงความสนใจจากมนุษย์เงินเดือน และผู้ประกันตนกว่า 20 ล้านคนได้เป็นวงกว้าง
อย่างไรก็ตาม กระแสที่แรงใช่ว่าจะไร้แรงต้าน เพราะอีกด้านหนึ่ง “พรรคส้ม” กำลังเผชิญกับการขยี้ประเด็นความมั่นคง ความเป็นพรรครักชาติ ด้อยค่าทหาร คำถามเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ หมวด 1 หมวด 2 รวมถึงประเด็นสถาบัน ที่ยังไม่เคยพูดให้ชัดตามที่หลายฝ่ายเรียกร้อง ความไม่สบายใจเหล่านี้ถูกปลุกขึ้นมาในช่วงโค้งสุดท้าย
พร้อมกับกรณีการเปิดโปงจาก “ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์” ที่ตั้งโต๊ะแฉคลิปเสียงพาดพิงแกนนำ “พรรคส้ม” กับอดีตนายตำรวจระดับสูง รวมถึงปัญหาคุณสมบัติผู้สมัครบางพื้นที่ ทำให้ภาพ “พรรคส้ม” เริ่มมีรอยสะดุดในจังหวะสำคัญ
ขณะที่ “พรรคภูมิใจไทย” แม้จะมีฐานคะแนนบ้านใหญ่ และชูธงกระแสรักชาติ การปกป้องอธิปไตย และจุดยืนแข็งกร้าวต่อปัญหาชายแดนไทย–กัมพูชา รวมถึงการเสริมทีมเศรษฐกิจ และการต่างประเทศเพื่อโกยคะแนนบัญชีรายชื่อ

แต่ในช่วงท้ายกลับถูกแรงกดดันจากปมประกันสังคมที่ถูกโยงถึงฝ่ายการเมือง และกรณีคำสั่งปลดแพทย์ชื่อดังจากกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นคนของ “พรรคประชาชน” ซึ่งยังอธิบายกับสังคมได้ไม่ชัดเจน ทำให้กระแสเริ่มแผ่วลง และถูกลากเข้าไปอยู่ในวงปะทะกับ “พรรคส้ม” โดยปริยาย
ท่ามกลางการปะทะกันของสองสีใหญ่ “พรรคเพื่อไทย” กลับกลายเป็นพรรคที่ “ลอยตัว” มากที่สุด แม้ตัวเลขโพลจะยังตามอยู่ แต่ในเชิงยุทธศาสตร์กลับถือไพ่เหนือกว่า เพราะเมื่อสองพรรคหลักมัวรบกันเอง คะแนนจากคนที่ไม่อยากเลือกฝ่ายขัดแย้ง อาจไหลกลับมาที่“พรรคแดง” ในฐานะตัวเลือกที่ปลอดภัยกว่า
จุดเด่นของ “เพื่อไทย” ในรอบนี้ คือการวางบทบาทผู้นำของ “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” เป็นแคนดิเดตนายกฯเบอร์ 1ให้อยู่ในโหมดประนีประนอม ไม่สร้างศัตรู จับมือได้กับทุกขั้ว และยังไม่มีเงาของ “ตระกูลชินวัตร” เข้ามาครอบงำการตัดสินใจ ทำให้ภาพลักษณ์ผู้นำดูนิ่ง และชัดเจนกว่า เมื่อเทียบกับ “พรรคส้ม” ที่ผู้นำทางจิตวิญญาณ และแกนนำตัวจริงหลายคนขึ้นมาบดบังบทบาทหัวหน้าพรรคอย่างเห็นได้ชัด รวมถึงจุดแข็งยังมีฐาน สส.เขต ที่รวมบ้านใหญ่ไว้อีกด้วย
ขณะเดียวกัน การเดินสายหาเสียงในพื้นที่ของ “เพื่อไทย” ยังคงสร้างสีสัน และกระตุ้นฐานเสียงเดิมคนเสื้อแดงได้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะนโยบายโค้งสุดท้าย เช่น “สร้างเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน” แม้จะถูกโจมตีว่าเป็นการแจกเงิน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ายังโดนใจชาวบ้านระดับรากหญ้า ซึ่งเป็นฐานคะแนนสำคัญในวันเลือกตั้งจริง รวมถึงข่าวว่ายังทุ่มทรัพยากรไม่อั้นเพื่อหวังเข้ามามีอำนาจให้ได้ ที่อาจหนุนให้ “นายใหญ่” พ้นคุกโดยเร็ว
ในเกมการเมืองที่ไม่มีใครชนะขาดเช่นนี้ “พรรคเพื่อไทย” ที่ไม่ถูกดึงเข้าไปอยู่ในวงปะทะโดยตรง กลับมีโอกาสสูงในการสอดแทรกขึ้นมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และ “พรรคสีแดง” ก็กำลังยืนอยู่ในตำแหน่งนั้นอย่างพอดิบพอดี
สัปดาห์สุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง จึงเป็นช่วงชี้ชะตาว่า ใครจะพลาด ใครจะร่วง และใครจะอาศัยจังหวะที่คู่แข่งชะงัก ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ถือไพ่ใบสำคัญในสมการจัดตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้งครั้งนี้ เพราะพรรคที่ได้ที่1 ก็มีให้เห็นแล้วว่าไม่ได้เป็นรัฐบาล.



