สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 2 ก.พ. ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กล่าวถึงการที่สหประชาชาติ (ยูเอ็น) กำลังประสบกับภาวะขาดสภาพคล่องทางการเงินอย่างหนัก และเสี่ยงต่อภาวะล่มสลายทางการเงินภายในเดือน ก.ค. นี้ ว่าเขาสามารถแก้ไขเรื่องนี้ “ได้อย่างง่ายดาย” ในการตามเก็บเงินจากประเทศที่ยังค้างชำระ หากยูเอ็นร้องขอ เหมือนที่รัฐบาลสหรัฐของเขาเคยเรียกร้องกับองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) มาแล้ว


อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ปฏิเสธตอบว่า แล้วสหรัฐจะชดใช้หนี้ค้างชำระหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐให้แก่ยูเอ็นหรือไม่ โดยอ้างว่า “ไม่ทราบมาก่อน” ว่ารัฐบาลวอชิงตันค้างชำระ ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 1,500-2,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 47,579.25-69,782.90 ล้านบาท)


ขณะเดียวกัน ทรัมป์ไม่เชื่อว่า ยูเอ็นจะย้ายสำนักงานใหญ่ออกจากนครนิวยอร์ก และยืนยันว่า ไม่มีทางที่ยูเอ็นจะย้ายออกจากสหรัฐ เนื่องจากยูเอ็น “เป็นองค์กรที่มีศักยภาพมหาศาล” ซึ่งแทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ที่ผู้นำสหรัฐคนปัจจุบันมีท่าทีปกป้องยูเอ็น ทั้งที่ก่อนหน้านั้นกล่าวโจมตีมาตลอด และก่อตั้ง “คณะกรรมการสันติภาพ” หรือบอร์ดสันติภาพ เมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา และมีเสียงวิจารณ์อย่างหนักจากหลายฝ่าย ว่าจะกลายเป็นการบ่อนทำลายเสถียรภาพของยูเอ็น


นอกจากนี้ ทรัมป์กล่าวว่า แม้ยูเอ็น “ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง” ในการปฏิบัติตามการให้คำมั่นสัญญา และยอมรับว่า ยูเอ็น “ยังคงเป็นเสาหลักของโลกที่ขาดไม่ได้” โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อตัวเขาหมดวาระผู้นำสหรัฐสมัยที่สอง ในเดือน ม.ค. 2572


อนึ่ง ทรัมป์ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหาร เมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา เพื่อนำสหรัฐออกจากการเป็นภาคีขององค์กรและสนธิสัญญาระหว่างประเทศมากถึง 66 แห่ง รวมถึงหน่วยงานหลายแห่งที่อยู่ในเครือของยูเอ็นด้วย

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังสั่งลดงบประมาณสนับสนุนยูเอ็นลงอย่างมาก นับตั้งแต่กลับมาดำรงตำแหน่งสมัยที่สอง ซึ่งนายอันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ ถึงขั้นยอมรับว่า การลดความสนับสนุนของสหรัฐ คือหนึ่งในปัจจัยสำคัญ ที่กระทบกับสถานะทางการเงินของยูเอ็น.

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES