ในวันที่ราคาทองคำทะยานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความต้องการซื้อสะสมหรือเก็งกำไรย่อมเพิ่มตาม แต่สิ่งหนึ่งที่พุ่งสูงตามไปด้วยคือ ขบวนการมิจฉาชีพที่มาหลอกขายทองปลอม” ซึ่งปัจจุบันมิจฉาชีพพัฒนาไปไกลถึงขั้นใช้ธาตุโลหะที่มีน้ำหนักใกล้เคียงทองคำมา “ยัดไส้” จนแม้แต่การเผาไฟหรือหยดกรดแบบเดิมๆ ก็อาจเช็กไม่ออก

ทีมข่าวเศรษฐกิจ เดลินิวส์ พาไปแนะนำถึงความแตกต่างและวิธีตรวจสอบตามมาตรฐาน โดยสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (GIT) เพื่อให้คุณไม่พลาดท่าเสียที

เจาะลึก : ทองแท้ vs ทองปลอม แตกต่างกันอย่างไร?

การเปรียบเทียบในปัจจุบันต้องอาศัยการสังเกตที่ละเอียดมากขึ้น เพราะ “ทองปลอมเกรด A” ถูกทำออกมาให้แนบเนียนมาก

1. สัญลักษณ์และตราประทับ (Hallmark)

  • ทองแท้ : ต้องมีการตอกประทับสัญลักษณ์ของร้านค้าที่ชัดเจน และตัวเลขระบุความบริสุทธิ์ เช่น Gold 965 หรือ 99.99 ตามข้อต่อ ห่วง หรือส่วนปลายของทองรูปพรรณ รอยตอกต้องมีความคมชัด ไม่เบลอ
  • ทองปลอม : มักไม่มีตราประทับ หรือถ้ามีรอยตอกจะดูตื้น เบลอ หรือไม่สม่ำเสมอ เนื่องจากเป็นงานหล่อฉีดที่ไม่ได้มาตรฐาน

2. น้ำหนักและขนาด

  • ทองแท้ : มีน้ำหนักจำเพาะที่แน่นอนตามมาตรฐาน สคบ. (เช่น ทอง 1 บาท ต้องหนัก 15.24 กรัม) หากเป็นทองแท้ที่มีน้ำหนักเท่ากัน ขนาดต้องเท่ากันเสมอ
  • ทองปลอม : หากใช้วิธีการชุบหนาๆ ขนาดมักจะใหญ่กว่าทองแท้ในน้ำหนักที่เท่ากัน หรือถ้าขนาดเท่ากัน น้ำหนักจะเบากว่าอย่างเห็นได้ชัด

3. เนื้อสัมผัสและรอยต่อ

  • ทองแท้ : ทองคำมีความอ่อนตัวสูง (Ductility) รอยต่อจะดูเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน สีของเนื้อทองต้องสม่ำเสมอทั้งชิ้น ไม่ว่าจะใส่ไปนานแค่ไหนสีจะไม่เปลี่ยน
  • ทองปลอม : หากเป็นทองไมครอนหรือทองโคลนนิ่ง เมื่อใช้ไปสักพักจะเริ่มเห็นการลอกหรือการเปลี่ยนสีบริเวณข้อต่อหรือจุดที่สัมผัสกับผิวหนังบ่อยๆ

4. ไส้ในและโลหะผสม (จุดที่อันตรายที่สุด)

  • ทองแท้ : เนื้อในเป็นทองคำล้วนตลอดทั้งชิ้น
  • ทองปลอมยุคใหม่ : มักสอดไส้ด้วยโลหะหนักอย่าง รีเนียม หรือ ทังสเตน ซึ่งมีน้ำหนักใกล้เคียงทองคำมาก การตะไบหน้าผิวหรือการใช้เครื่อง X-Ray ขนาดเล็กแบบพกพามักจะตรวจไม่พบ และการเผาไฟก็ไม่สามารถแยกแยะได้เหมือนในอดีต

คำแนะนำจาก GIT : เช็กให้ชัวร์ก่อนจ่ายเงินแสน

นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการ GIT แนะนำว่าวิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือการพึ่งพาเทคโนโลยีขั้นสูงจากห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐาน :

  • ตรวจสอบด้วยคลื่นอัลตราโซนิค : วิธีนี้สามารถตรวจเช็กเข้าไปถึง “ใจกลาง” ของแท่งทองหรือเครื่องประดับได้โดยไม่ต้องทำลายชิ้นงาน (Non-destructive testing) สามารถระบุได้ทันทีว่ามีการยัดไส้โลหะอื่นหรือไม่
  • มองหาป้ายสมาชิก BWC : เลือกซื้อทองจากร้านที่มีสัญลักษณ์ “Buy With Confidence (BWC)” ซึ่งเป็นการรับรองจาก GIT ว่าร้านนี้จำหน่ายสินค้าที่ได้มาตรฐานและมีใบรับรองคุณภาพ

คาถาป้องกันตัว: 3 อย่า… เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ

  1. อย่าละเลยเครื่องชั่งและป้ายราคา : เมื่อไปซื้อที่หน้าร้าน ต้องสังเกตเครื่องชั่งว่ามีสติกเกอร์รับรองจากกรมการค้าภายในหรือไม่ และร้านต้องปิดป้ายแสดงราคาทองและค่ากำเหน็จที่ชัดเจน
  2. อย่าซื้อทองออนไลน์ที่ราคาถูกผิดปกติ : มิจฉาชีพมักใช้คำว่า “หลุดจำนำ” “ทองเกรด A” หรือ “ราคาโรงงาน” มาจูงใจ จำไว้ว่าราคาทองคำแท่งมีราคากลางที่ประกาศชัดเจนทุกวัน หากต่ำกว่านั้นมาก ให้สันนิษฐานว่าเป็นของปลอม
  3. อย่าซื้อทองผ่านบุคคลที่ไม่รู้จัก : การซื้อขายผ่านเพจ Facebook หรือ TikTok ที่ไม่มีหน้าร้านชัดเจน มีความเสี่ยงสูงมากที่จะได้รับทองปลอมหรือไม่ได้น้ำหนักตามจริง