เปิดข้อมูลสรุปนโยบายหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 จากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ของ 4 พรรคการเมืองใหญ่ “พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาธิปัตย์” ที่มาพร้อมแผนการใช้งบประมาณและนโยบายเด่น เพื่อให้ประชาชนได้เปรียบเทียบก่อนตัดสินใจเข้าคูหาในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้

สรุปนโยบายและงบประมาณ 4 พรรคการเมืองใหญ่ เลือกตั้ง 69

พรรคประชาชน (People’s Party)

เน้นการปฏิรูปโครงสร้างรัฐและสวัสดิการที่ครอบคลุม โดยชูโมเดลเศรษฐกิจใหม่และการบริหารจัดการที่โปร่งใส

  • งบประมาณที่ใช้ : 741,835 ล้านบาทต่อปี รวม 36 นโยบาย

นโยบายเด่น เช่น

  • หวยใบเสร็จ
  • เพิ่มเงินอุดหนุนเด็ก เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและคนพิการ
  • แก้ปัญหามลพิษทางอากาศ
  • ปฏิรูปกองทัพ
  • ปฏิรูปรัฐและระบบราชการ สู่รัฐแพลตฟอร์ม ลดทุจริต

พรรคเพื่อไทย (Pheu Thai Party)

มุ่งเน้นนโยบายเศรษฐกิจระดับฐานรากและการลดค่าครองชีพคนเมือง ภายใต้สโลแกนที่เน้นความกินดีอยู่ดี

  • งบประมาณที่ใช้ : 243,300 ล้านบาท รวม 57 นโยบาย

นโยบายเด่น เช่น

  • เศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน
  • บ้านเพื่อคนไทย
  • รถไฟฟ้า 20 บาท & รถเมล์ 10 บาท
  • ล้างหนี้ประชาชน
  • ประกันกำไรสินค้าเกษตร 30%
  • 30 บาทรักษาทุกที่ด้วย AI

พรรคภูมิใจไทย (Bhumjaithai Party)

เน้นการสานต่อโครงการเดิมและเพิ่มนโยบายด้านความมั่นคง พลังงาน และการช่วยเหลือประชาชนในระดับพื้นที่

  • งบประมาณที่ใช้ : 148,326 ล้านบาท รวม 8 นโยบายหลัก

นโยบายเด่น เช่น

  • คนละครึ่ง พลัส สานต่อเฟสแรก เน้นเพิ่มทักษะ
  • ค่าไฟฟ้าหน่วยละ 3 บาท ไม่เกิน 200 หน่วยแรก
  • มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าผ่อนเดือนละ 300 บาท
  • สร้างกำแพงชายแดนไทย-กัมพูชา

พรรคประชาธิปัตย์ (Democrat Party)

เป็นพรรคที่เสนอจำนวนนโยบายมากที่สุด โดยเน้นการสร้างรายได้และการศึกษาแบบบุฟเฟ่ต์

  • งบประมาณที่ใช้ : 2,124,200 ล้านบาท (4ปี) รวม 91 นโยบาย

นโยบายเด่น เช่น

  • ประกันรายได้เกษตรกร
  • ค่าไฟฟ้า 3.50 บาท
  • เงินได้ไม่เกิน 40,000 บาทไม่เสียภาษี

เปรียบเทียบงบนโยบายหาเสียง เลือกตั้ง 69 พรรคการเมืองตัวเต็ง

  • ประชาชน รวม 36 นโยบาย 7.4 แสนล้านบาท
  • เพื่อไทย รวม 57 นโยบาย 2.43 แสนล้านบาท
  • ภูมิใจไทย รวม 8 นโยบาย 1.48 แสนล้านบาท
  • ประชาธิปัตย์ รวม 91 นโยบาย 2.1 ล้านล้านบาท

หมายเหตุ : ข้อมูลงบประมาณเป็นตัวเลขที่พรรคการเมืองประเมินและยื่นต่อ กกต. ตามมาตรา 57 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งแหล่งที่มาของเงินอาจมาจากงบประมาณแผ่นดินปกติ, การปรับเกลี่ยงบเดิม หรือการร่วมลงทุน (PPP)

วิเคราะห์งบนโยบายหาเสียง เลือกตั้ง 69

“ทีดีอาร์ไอ” สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย วิเคราะห์ต้นทุนทางการเงินและที่มาของเงินจากนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองที่เสนอต่อ กกต.

โดยมีข้อสังเกตภาพรวมต่อนโยบายของพรรคการเมือง ประกอบด้วย พรรคประชาชน เพื่อไทย ภูมิใจไทย กล้าธรรม และประชาธิปัตย์ ซึ่งพบว่า นโยบายจำนวนมากของหลายพรรคการเมือง ยังคงเน้นการใช้เงินช่วยเหลือประชาชนในลักษณะ “ประชานิยม” ที่ออกแบบมาอย่างผิวเผิน ไม่มีการศึกษาความเป็นไปได้ (feasibility study) ที่เหมาะสม และไม่มีความรับผิดชอบทางการคลัง ซึ่งต่างไปจากการใช้เงินเพื่อสร้าง “สวัสดิการสังคม” ที่มีการออกแบบอย่างรอบคอบ ซึ่งมีการศึกษาความเป็นไปได้อย่างรัดกุม และมีความรับผิดชอบทางการคลัง

ขณะเดียวกันพรรคการเมืองส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยให้ความสำคัญต่อนโยบายการสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว โดยการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ และยังมีหลายพรรคการเมืองมีนโยบายที่นอกจากจะสร้างภาระทางการคลังในระดับสูงแล้ว ยังทำลายกลไกตลาด เช่น นโยบายแก้หนี้โดยไม่ระมัดระวัง ตลอดจนนโยบายประกันกำไรหรือประกันรายได้ของเกษตรกร ซึ่งล้วนทำให้เกิดพฤติกรรมเสี่ยงเกินตัวโดยไม่ต้องรับผิดชอบ

4 พรรคการเมืองแจงนโยบายหาเสียง เลือกตั้ง 69

  • “กรณ์ จาติกวณิช” รองหัวหน้า พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะหัวหน้าทีมร่างนโยบายและผู้จัดทำรายงานงบประมาณเสนอต่อ กกต. ชี้แจงการใช้งบประมาณนโยบายหาเสียง ยืนยันว่า “ข้อมูลของพรรคเป็นการนำเสนอ “ความจริงที่จับต้องได้” เพื่อความโปร่งใสทางการคลัง ไม่ใช่การอำพรางตัวเลขเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ”

“พรรคเสนอ “งบ 4 ปี” ในขณะที่หลายพรรคเสนอ “งบปีเดียว” นี่คือความลักลั่น ไม่ชัดเจนของ กกต. และเป็น “งบรวมทั้งโครงการ” ไม่ใช่แค่ “เงินที่ใช้เพิ่ม” ซึ่งในทุกโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐานได้ระบุเงินงบประมาณที่ใช้และที่มาของงบประมาณทั้งหมด แตกต่างจากพรรคอื่น เช่น นโยบายลดค่าไฟฟ้า โดยไม่ใช้ภาษี แต่ทำผ่านการเปิดเสรีให้ประชาชนสามารถซื้อขายไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ระหว่างกันได้จริง และช่องทางอื่นๆ”

  • “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” สมาชิกพรรคภูมิใจไทย ในฐานะผู้ช่วยหาเสียง พรรคภูมิใจไทย ได้ชี้แจงตัวเลขงบประมาณนโยบายที่รายงานต่อ กกต. “เป็นตัวเลขที่ไม่ได้สูงจนเกินไป ไม่ถึง 1.5 แสนล้านบาท และเป็นการรายงานอย่างละเอียด ชัดเจน ระมัดระวัง ที่สำคัญตรงไปตรงมา” 

“รู้อยู่แล้วว่าต้องดำเนินการอะไรบ้าง และต้องทำอย่างไร โดยเป็นเงินที่ไม่มากนัก และในความจริงอาจใช้น้อยกว่านี้ ด้วยประสบการณ์ในการทำงาน ทั้งข้าราชการ/ประธานแบงก์ รู้ว่าทำอย่างไรไม่ให้รัฐเสียวินัยการคลัง “เมื่อพูดแล้วต้องทำ อะไรที่เพ้อฝันไม่ทำแน่นอน” และเงินต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ใช่เงินของพรรค แต่เป็นเงินของผู้เสียภาษี ต้องดูความคุ้มค่าของเงิน ตั้งใจออกให้ตรงเป้า ไม่สุรุ่ยสุร่าย หลายนโยบายไม่จำเป็นต้องใช้เงิน”

  • “นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช” แกนนำ พรรคเพื่อไทย ได้ชี้แจงถึงเป้าหมายของนโยบายสร้างเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน ว่า “ไม่ใช่การแจกเงิน แต่เป็นการช่วยให้มีการหารายได้จากภาษี ซึ่งจะสามารถนำไปใช้ในการพัฒนานโยบายอื่นๆ โดยไม่แตะต้องการใช้จ่ายงบประมาณอย่างที่พรรคการเมืองอื่นๆ มักเสนอ โดยการนำเงินนอกระบบมาภายใต้การจัดเก็บภาษีถือเป็นโอกาสที่สำคัญในการเพิ่มรายได้ของรัฐ”

เป็นนโยบายพัฒนาต่อยอดจากความสำเร็จของหลายประเทศ เช่น ไต้หวัน ที่ออกสลากชิงโชคใบเสร็จ ได้รายได้เข้ารัฐเพิ่มต่อเนื่อง เฉลี่ยเพิ่ม 20% ต่อปี หากไทยได้รายได้เพิ่มกว่า 10% ก็มีรายได้เพิ่มปีละ 1 แสนล้านบาทแล้ว จากเดิมรายได้จาก VAT ปีละ 8-9 แสนล้านบาท ทำให้เพียงพอที่จะดูแลสวัสดิการประชาชนและพัฒนาประเทศก้าวหน้าทันสมัย ทันเทคโนโลยีได้

  • “ศิริกัญญา ตันสกุล” รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี คนที่ 2 ของ พรรคประชาชน บอกว่า “เงินที่ใช้  7 แสนล้านบาท เป็นโครงการใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน แต่มีบางส่วนที่ต้องใช้งบเพิ่มเติม เช่น สวัสดิการเป็นนโยบายเดิม แต่เพิ่มงบประมาณขึ้นมา”

“พรรคประชาชนน่าจะเป็นพรรคเดียวที่นำนโยบายทั้งหมดมาคิดแบบจำลอง ประกอบกับปัจจัยทางการคลัง และดูว่าหากเข้าไปเป็นรัฐบาลแล้ว นโยบายไหนจะทำได้หรือไม่ได้ หรือบางนโยบายต้องปรับลดวงเงิน กล้าพูดได้เลยว่าไม่มีพรรคไหนทำ บางคนบอกพรรคเราไม่พร้อม ไม่รู้เรื่อง เราทำเพื่อให้มั่นใจว่านโยบายของเราทำได้จริง มีนโยบายรองรับแน่นอน”