ลงมติเห็นชอบกับไม่เห็นชอบ ตามพ.ร.บ.ประชามติแก้ไขใหม่ จะใช้เกณฑ์เสียงข้างมาก โดยไม่ใช่เกณฑ์จำนวนผู้มาใช้สิทธิต้องเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ์ออกเสียง และกฎหมายประชามติใหม่ ยังกำหนดเงื่อนไขว่า คะแนนเสียงข้างมากนั้นจะต้องสูงกว่าคะแนนในช่องไม่แสดงความคิดเห็น

ทำไมเราจึงต้องยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ? เรื่องนี้รณรงค์กันมากในฝ่ายการเมือง มันมาตั้งแต่สมัยเลือกตั้งรัฐบาลพลังประชารัฐ ตอนปี พ.ศ.2562 ที่พรรคการเมืองต่างๆ ในขณะนั้น ไม่ต้องการใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ด้วยเหตุผลว่า “ที่มาไม่ชอบธรรม” มาจากคณะรัฐประหาร และเขียนกลไกล็อคไว้ให้ สว.เลือกนายกฯ ได้สองสมัย อีกทั้งยังมีเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่มากำกับรัฐบาล และไม่จำเป็น เพราะไทยมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติอยู่แล้ว

ในขณะนั้นว่ากันว่า รัฐธรรมนูญฉบับ คสช.จะเปิดโอกาสให้อำนาจที่ไม่เกี่ยวข้องยึดโยงกับประชาชน มีอำนาจมากจน“เหาะเหินเกินลงกา” คือทำอะไรที่น่าจะเกินกว่าอำนาจตามตัวบทกฎหมาย เขากลัว สว.แต่งตั้งกัน จนมาถึงวันนี้ ผ่านมาเกือบ 10 ปี ปัญหาข้อวิจารณ์ต่อ สว.ก็กลับมาอีก เนื่องจากระบบเลือก สว.พิสดารที่ไม่รู้เลือกกันอีท่าไหน ได้“คนใน 20 แวดวง”ที่ไม่ค่อยคุ้นหน้าคุ้นตา แถมมาจากบุรีรัมย์ซะก็มาก จนตอนนี้เรื่องที่มา สว.ก็ถูกร้องเรียนอยู่

สว.คือตัวล็อคสำคัญของรัฐธรรมนูญ จะแก้ไขอะไรก็ไม่ได้ถ้า สว.ไม่เห็นชอบในวาระที่สาม ด้วยเสียง 1 ใน 3 การเลือกองค์กรอิสระ ก็อยู่ในมือ สว. ทำให้มีโอกาสที่องค์กรอิสระจะเป็นคุณหรือเป็นโทษกับขั้วการเมืองที่อยู่ตรงข้าม สว. ( หรือพรรคที่ สว.สนับสนุน ) ซึ่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ม. 256 ก็มีปัญหาแล้วตั้งแต่ว่า สว.ไม่ต้องการยกเลิกอำนาจตัวเองในการใช้เสียง 1 ใน 3 เห็นชอบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นายกฯชิงยุบสภา ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญก็คาสภาอยู่

การทำประชามติ คือเงื่อนไขบังคับ สว. ให้ผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ เพราะเมื่อมีผลประชามติกำกับ สว.ก็ต้องยกมือให้ผ่านร่างแก้ไข ม.256  จากนั้น จะต้องยกร่างตามเงื่อนไขที่ ม.256 วางไว้ จุดน่าสนใจที่จะเขียนใหม่ คือ ที่มาของ สว. –องค์กรอิสระ และการคานอำนาจ อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้รณรงค์ให้ไม่ผ่าน เห็นว่า “ถ้าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไปแก้รายมาตราเอาก็ได้” และว่า ทำไมเราต้องมาวนเวียนให้ประเทศติดหล่มกับการสร้างกติกาที่ถูกใจนักการเมือง ใช้เงินยกร่างก็มาก

ฝ่ายไม่ต้องการให้แก้ทั้งฉบับ ก็ว่า“นักการเมืองต้องการแก้ ม.219 หรือเปล่า ? คือ ให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ เป็นผู้กำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมขึ้นมาบังคับใช้  และระบุการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมใดมีลักษณะร้ายแรง ปัญหาคือ มาตรฐานจริยธรรมไปบังคับใช้กับ สส. ด้วย แต่ สส.ไม่มีส่วนร่าง หรือได้แสดงความเห็น เพราะการร่างเกิดขึ้นในช่วงที่มีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ยังไม่มี สส. จึงถูกมอง“เป็นเครื่องมือเล่นงานทางการเมือง”

มาตรฐานจริยธรรม มันครอบจักรวาล “อดีตนายกฯนิด”เศรษฐา ทวีสิน “อดีตนายกฯอิ๊งค์”แพทองธาร ชินวัตร โดนคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้พ้นจากตำแหน่งมาแล้ว ซึ่งฝ่ายการเมืองเขาก็คงกลัวว่า“ถ้าเขียนกว้าง คลุมไปหมด มันจะทำงานยาก”แต่ก็มีผู้เห็นว่า นักการเมืองทั้งฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ ต้องเคร่งครัดในจริยธรรม เพราะเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับนโยบายสาธารณะ ทิศทางของประเทศ ยิ่งต้องระวังตัว กฎหมายกำกับยังไม่เพียงพอต้องมีประมวลจริยธรรมด้วย

ซึ่งก็ยังไม่เห็นท่าทีใครออกมาพูดเรื่อง ม.219 เท่าไรนัก มีแต่พูดเรื่อง สว. เรื่ององค์กรอิสระที่มีอำนาจมากและถอดถอนได้ยาก ถ้าจะพูดคงต้องรอจังหวะดีๆ ประเด็นจริยธรรมสอยนายกฯ มาแล้ว ตั้งแต่ตอนขายหุ้นไม่เสียภาษี การออกกฎหมายนิรโทษกรรม ก็ถูกครหาเรื่องจริยธรรมทั้งนั้น ถ้าพูดว่าจะยกเลิกการที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้มีประมวลฯอาจมีการเคลื่อนไหวคัดค้านได้ ประเด็นนี้ยังไม่พูดกันมากในขั้นตอนรณรงค์ทำประชามติ

คงต้องรอจนกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญเริ่ม เราคงได้เห็นว่า จะยกเลิกมาตรานี้จริงหรือไม่ แล้วสังคมว่าอย่างไร