เมื่อวันที่ 5 ก.พ. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวถึงความคืบหน้าการสอบปากคำเยาวชนชายอายุ 15 ปี ผู้ก่อเหตุบุกชิงทอง 33 บาท ภายในห้างดังใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา หลังติดตามจับกุมได้ที่สถานีขนส่งผู้โดยสาร จ.อุบลราชธานี ว่า ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างขยายผลว่า มีบุคคลใดให้การช่วยเหลือหรืออยู่เบื้องหลังหรือไม่
เนื่องจากผู้ก่อเหตุยังเป็นเยาวชน โดยขณะก่อเหตุลงมือเพียงลำพัง แต่หลังก่อเหตุใน จ.สงขลา ได้หลบหนีไปถึง จ.อุบลราชธานี ซึ่งคาดว่าอาจมีเจตนาจะหลบหนีออกนอกประเทศ จึงทำให้ตำรวจสันนิษฐานว่าอาจมีผู้ช่วยเหลืออยู่เบื้องหลัง ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน หรือบุคคลที่ยุยงส่งเสริมให้ก่อเหตุ อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นยังไม่พบผู้ช่วยเหลือในการหลบหนี โดยผู้ก่อเหตุอ้างว่ามีเพื่อนอยู่ที่ จ.อุบลราชธานี จึงหลบหนีไปที่นั่น
ผบ.ตร. กล่าวต่อว่า สำหรับทองของกลาง เจ้าหน้าที่ตรวจยึดกลับมาได้รวม 30 บาท ขาดไป 3 บาท ขณะนี้อยู่ระหว่างขยายผลว่า ผู้ก่อเหตุนำทอง 3 บาท ไปทำอะไร หรือขายให้ใคร รวมถึงตรวจสอบปลายทางของทองทั้งหมดว่า ตั้งใจจะนำไปทำอะไร ที่ไหน และหลังจากนี้จะนำตัวเยาวชนส่งกลับไปดำเนินคดีที่ จ.สงขลา
พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวอีกว่า ตั้งแต่ช่วงที่ราคาทองมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตำรวจคาดการณ์ไว้แล้วว่าอาจเกิดคดีชิงทรัพย์และปล้นทรัพย์เพิ่มมากขึ้น จึงพยายามออกมาตรการเพิ่มขีดความสามารถด้านการเฝ้าระวังและการตรวจตราให้เข้มข้นขึ้น กระทั่งเกิดเหตุ 2 คดีติดกัน
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ตำรวจไม่สามารถแก้ปัญหาเพียงฝ่ายเดียวได้ โดยผู้ประกอบการร้านทองควรมีระบบป้องกันร้าน และมาตรการรักษาความปลอดภัยในการเข้าถึงพนักงานและทรัพย์สินให้มั่นคงแข็งแรงมากขึ้น ขณะที่ประชาชนที่สวมใส่เครื่องประดับก็ต้องระมัดระวังตนเอง
“ส่วนบริษัทประกันภัยก็ควรมีเงื่อนไขความคุ้มครอง เพื่อกดดันให้ร้านทองซึ่งเป็นผู้ทำประกันติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันให้มากขึ้น เพื่อให้ต่างคนต่างเฝ้าระวังตนเอง ซึ่ง พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) เตรียมประชุมหารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือ คปภ. ในวันที่ 10 ก.พ. นี้” ผบ.ตร. กล่าว
พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันมีผู้ก่อเหตุที่เป็นเยาวชนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นการแก้ปัญหาจำเป็นต้องเริ่มจากระดับครอบครัว โดยผู้ปกครองควรอบรมบุตรหลาน เพื่อปรับทัศนคติและความคิดตั้งแต่ต้น ส่วนตำรวจได้กำชับทุกพื้นที่ให้ใช้ตำรวจมวลชนเข้ามาเสริม รวมถึงการประสานพูดคุยกับสถาบันการศึกษาต่าง ๆ เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องการอยู่ร่วมกันในสังคม และความรู้ด้านกฎหมายแก่เยาวชน



