เมื่อวันที่ 6 ก.ค. น.ส.อารีภักดิ์ เงินบำรุง รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ส. เปิดเผยความคืบหน้าการบูรณาการสืบสวนคดีเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติรายใหญ่ ซึ่งมีความเกี่ยวเนื่องกับคดีของ น.ส.มีนา ที่ถูกจับกุมในประเทศออสเตรเลีย ว่า ขณะนี้กลไกการสืบสวนสอบสวนและการข่าวในฝั่งประเทศไทยมีความคืบหน้าไปมาก โดยทุกหน่วยงานกำลังเร่งรวบรวมพยานหลักฐานให้สอดรับกัน เพื่อจัดทำสำนวนคดีใหญ่ส่งฟ้องพนักงานอัยการ
น.ส.อารีภักดิ์ กล่าวว่า ในทางปฏิบัติของคดีนี้ ป.ป.ส. ทำหน้าที่เป็นหน่วยอำนวยการ ในการรวบรวมข้อมูลและการข่าวทั้งหมดที่ติดตามสะสมมาตลอด 2 ปี โดยคดีดังกล่าวได้รับการรับเป็นคดีพิเศษ เนื่องจากเป็นขบวนการอาชญากรรมขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อน จึงมีหลายหน่วยงานร่วมบูรณาการทำงาน ภายใต้การกำกับดูแลภาพรวมของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้แก่ กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) รับผิดชอบข้อมูลและขยายผลติดตามตัวการเครือข่าย กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) รับผิดชอบการสืบสวนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร รวมถึงแกะรอยยานพาหนะและรถยนต์ที่ใช้ก่อเหตุ จนสามารถติดตามจับกุมผู้เกี่ยวข้องได้ทั้งหมด ส่วน DSI รับผิดชอบในขั้นตอนท้ายสุดในฐานะคดีพิเศษ เพื่อควบคุมภาพรวมและจัดทำสำนวน

“ข้อมูลและข้อเท็จจริงที่แต่ละหน่วยงานได้มา จะถูกนำมาเชื่อมโยงกันเหมือนการต่อจิ๊กซอว์ เพื่อให้เห็นภาพขององค์กรอาชญากรรมยาเสพติดขนาดใหญ่นี้ได้อย่างชัดเจน ก่อนนำมารวมเป็นสำนวนเดียวกันส่งให้อัยการดำเนินคดี” น.ส.อารีภักดิ์ กล่าว
เมื่อถามถึงความเชื่อมโยงของกลุ่มผู้ต้องหาที่ปรากฏในข่าวก่อนหน้านี้ น.ส.อารีภักดิ์ ระบุว่า ข้อมูลการข่าวระบุชัดเจนถึงกลุ่มบุคคลที่มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องในขบวนการ โดยแบ่งหน้าที่กันทำอย่างเป็นระบบ เช่น กลุ่มของนายอุทัย ซึ่ง บช.ปส. ได้ขยายผลจับกุมนายอุทัย ชายสวมเสื้อฮู้ดที่ปรากฏในภาพจากกล้องวงจรปิดขณะนำพัสดุไปส่ง รวมถึงผู้เกี่ยวข้องรายอื่น ๆ ส่วนกลุ่มของนายอาทิตย์ และนางทัดสะพอน ภรรยาชาวลาว ซึ่งเป็นสองสามีภรรยาผู้ต้องหาและตัวการสำคัญในเครือข่ายลักลอบขนเฮโรอีนข้ามชาติ ส่งยาเข้ามาทางพื้นที่ จ.เลย เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมตัวและนำมาขยายผลเชื่อมโยงพยานหลักฐานเพิ่มเติมแล้ว
เมื่อถามถึงสถานะของ น.ส.มีนา ในประเทศออสเตรเลีย น.ส.อารีภักดิ์ กล่าวว่า กรณีสถานะทางกฎหมายของ น.ส.มีนา ที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในประเทศออสเตรเลีย ซึ่งมีกระแสข่าวว่าทางการออสเตรเลียยังไม่ได้ระบุสถานะผู้ต้องหาอย่างเป็นทางการนั้น เป็นเพราะคดียังไม่เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลออสเตรเลีย ในทางกฎหมายจึงอาจยังไม่ได้แจ้งข้อหาใหญ่เพิ่มเติม แต่ในทางปฏิบัติสามารถใช้คำว่า ผู้ต้องหา ได้แล้ว ในความผิดฐานนำเข้าสินค้าต้องห้ามหรือยาเสพติดเข้าประเทศ

ทั้งนี้ การทำงานของทางการออสเตรเลียและประเทศไทยเป็นการดำเนินการคู่ขนานกัน โดย น.ส.มีนา ได้ให้การที่เป็นประโยชน์ต่อเจ้าหน้าที่ออสเตรเลีย ซึ่งจะนำข้อมูลไปขยายผลทลายเครือข่ายปลายทางที่กำลังติดตามอยู่ ขณะที่ ป.ป.ส. และหน่วยงานของไทยจะรับผิดชอบสืบสวนขยายผลต้นทาง
“ขณะนี้ทั้งฝั่งออสเตรเลียและฝั่งไทย ต่างทำหน้าที่ในส่วนที่รับผิดชอบอย่างเต็มที่ และขอยืนยันว่าในส่วนของฝั่งไทย คดีมีความคืบหน้าไปมาก ถือว่าใกล้เต็มทีแล้ว เพราะเรารู้กลุ่มขบวนการและตัวการใหญ่แล้วว่าอยู่ที่ประเทศลาว แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยชื่อได้ บอกได้เพียงว่าขบวนการนี้ทำทุกอย่างมาแบบสำเร็จรูป ทั้งการบรรจุยาและจัดพัสดุตั้งแต่ฝั่งลาว ก่อนส่งข้ามเข้ามาในพื้นที่ชั้นในของไทย เพื่อหาคนลำเลียงส่งต่อ ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดเพื่อขอศาลออกหมายจับ เนื่องจากเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ จึงจำเป็นต้องดำเนินการในฐานะคดีพิเศษของ DSI ส่วนปลายทางที่ประเทศออสเตรเลีย ก็มีข่าวดี เพราะเจ้าหน้าที่ทราบแล้วว่ายาที่ส่งผ่านมาถึงแอร์มีนา มีปลายทางจะส่งไปที่ใด และส่งมอบให้กับใคร” น.ส.อารีภักดิ์ กล่าว



