เมื่อวันที่ 6 ก.พ. เวลา 18.05 น.  ที่วัน แบงคอก ฟอรั่ม พรรคประชาธิปัตย์จัดปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้าย ภายใต้ชื่อ “ทางรอดที่ปลอดภัย ไว้ใจอภิสิทธิ์” โดยมีแกนนำพรรค ผู้สมัคร สส. เข้าร่วมเวที พร้อมกับมีประชาชนเข้าร่วมฟังอย่างคับคั่ง และเกินความจุของพื้นที่ กว่า 2,500 ที่นั่ง ขณะเดียวกันมีผู้ชมการปราศรัยผ่านการถ่ายทอดสดทางช่องยูทูบของพรรคประชาธิปัตย์หลายแสนวิว และในเพจเฟซบุ๊กของพรรคฯ อีกประมาณ 37,300 กว่าวิว

ทั้งนี้ นายสกลธี ภัททิยกุล  รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูแลกทม.  กล่าวปราศรัยตอนหนึ่ง โดยขอบคุณนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ที่เป็นนายแบกพรรคประชาธิปัตย์เพื่อสู้การเลือกตั้งรอบนี้ อย่างไรก็ดีการแข่งขันเลือกตั้งที่ผ่านมา มีบางคำพูดทั้งจากคนพูด และโซเซียลมีเดีย ว่า ไม่เลือกเราเขามาแน่ ซึ่ง คำว่าเขา ตนเชื่อว่าหมายถึงพรรคประชาชน ส่วนคำว่าเรา ไม่แน่ใจว่าเป็นใคร หากคิดว่าเลือกเราเพื่อให้คะแนนไม่ตกน้ำ พรรคที่พูดประโยคนี้เมื่อพิจารณาจากประวัติศาสตร์ไม่เคยประสบความสำเร็จในการเลือกตั้ง กทม. หากกายุทธศาสตร์ไม่ต้องดูสี แต่ต้องเลือกพรรคประชาธิปัตย์

“การเลือกตั้งหลายคนบอกว่าขอแบ่ง เพราะรัก 2 คน โดยให้เขตกับพรรคประชาธิปัตย์ ส่วนบัญชีรายชื่อให้พรรคการเมืองอื่น ผมมองว่าไม่ได้ต้องให้ทั้งประชาธิปัตย์ ทั้ง 2 ใบ หากเลือก สส.กทม. ได้ทั้ง 33 เขตและบัญชีรายชื่อ เชื่อว่าจะได้ สส. 40 คนแน่ ไม่นับที่ภาคใต้และทั่วประเทศ ที่จะทำให้พรรคทำงานง่ายแน่นอน และหากเลือกพรรคประชาธิปัตย์เข้าไปมากพอ จะทำให้เราเป็นตัวกำหนดเกมให้บ้านเมืองไปในทางที่ถูกที่ควรไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใด” นายสกลธี กล่าว

ด้านนายชวน หลีกภัย อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ  กล่าวผ่านวีดีทัศน์ว่า  ตนตระเวนหาเสียงเพื่อขอคะแนนให้กับระบบบัญชีรายชื่อรวม 50 วัน ตระเวนหาเสียงทั่วทุกภูมิภาค แม้ไม่ครบทุกจังหวัด แต่สำหรับภาคใต้ ตนไปครบ 14 จังหวัด มีประสบการณ์ที่ประจักษ์ด้วยตา และฟังจากคำบอกเล่า ขอสรุปว่าความนิยมของพรรคประชาธิปัตย์ดีขึ้นมาก เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารและนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ  กลับมานั่งหัวหน้าพรรค ทำให้ความนิยมเพิ่มทวีคูณ ผลทำให้เชื่อมั่นว่าในระบบบัญชีรายชื่อครั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์น่าจะได้รับการเลือกตั้งมากขึ้นกว่าเดิมหนลายเท่า เพราะเดิมได้ 3 คน มีบางจังหวัดที่ชาวบ้านเล่าให้ฟังว่ามีบางพรรคซื้อเสียงในระบบบัญชีรายชื่อ เสียงละ 100 บาท อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนการส่งผู้สมัครระบบเขตของพรรคประชาธิปัตย์ บนเงื่อนไขของเวลาที่มีน้อย น่าเห็นใจกรรมการบริหารพรรค แต่เมื่อดูจากหลายคนที่ได้ร่วมหาเสียงคิดว่าด้วยศักยภาพประกอบกับกระแสความนิยมของพรรคมีโอกาสชนะเลือกตั้งไม่น้อย

นายชวน กล่าวต่อว่ากับสิ่งที่ปรากฎในขณะนี้ คือ ระบบการซื้อเสียงรุนแรงกว่าในอดีต โดยเป็นกลุ่มเดิมที่ซื้อเสียง ใช้ธุรกิจการเมือง  หากผู้สมัครของพรรคฟันฝ่าไปได้ โอกาสชนะมีหลายคน แต่หากฟันฝ่าไม่ได้ โอกาสจะมีปัญหา แม้จะมีกระแสเช่นนี้ ประชาชนตั้งข้อข้อรังเกียจ และบอกว่ากินเหยื่นไม่กินเบ็ดทั้งที่ตน ไม่อยากให้กินเหยื่อ ไม่กินเบ็ด แต่ชุมชนเกรงใจผู้ซื้อเสียงเพราะเป็นฝ่ายปกครอง ท้องถิ่น กำนันผู้ใหญ่บ้าน รวมถึง อสม. 

“ในเรื่องที่ใช้ อสม. เป็นเครื่องมือการเมือง รัฐบาลแถลงนโยบายเกี่ยวกับความซื่อสัตย์สุจริต และบอกว่าพูดแล้วทำ แต่เรื่องนี้พูดแล้วไม่ทำ หากประชาชนเลือกสส. ซื้อเสียง จะได้รัฐบาลมาจากการซื้อเสียง ได้ฝ่ายนิติบัญญัติซื้อเสียง การแก้ปัญหาคดโกงก็ยาก จึงจำเป็นที่ประชาชนทั้งประเทศต้องสนับสนุนและเลือกนักการเมืองที่เชื่อมั่นว่าเป็นคนมีอุดมคติ ยึดมั่นเรื่องสุจริต ยุติธรรมและปฏิบัติได้จริง ไม่ใช่สักแต่ว่าพูดแต่ปฏิบัติไม่ได้ ดังนั้นขอประชาชนเลือกประชาธิปัตย์ทั้งระบบเขตและระบบบัญชีรายชื่อ เพื่อให้นายอภิสิทธิ์เป็นผู้บริหารประเทศ” นายชวน กล่าว