ประเด็นเรื่องความไม่โปร่งใสในการบริหารงานกรุงเทพมหานคร (กทม.) กำลังกลายเป็นประเด็นสำคัญ ที่ถูกนำมาใช้ในการหาเสียงชิงตำแหน่ง “ผู้ว่าฯ กทม.” หลัง “นายจิรายุ ห่วงทรัพย์” อดีต สส.พรรคเพื่อไทย (พท.) และ “นายคริส โปตระนันทน์” สส.พรรคเศรษฐกิจ เล่นบทหัวหมู่ทะลวงฟัน ออกมาให้ข้อมูลกับสาธารณชนเป็นคนแรกๆ โดยเฉพาะการบัญญัติศัพท์ “ระบบอากง” เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. 69 “นายคริส” พร้อมด้วย “พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช” ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ของพรรคเศรษฐกิจ แถลงข่าวเปิดเผยข้อมูลที่เรียกว่า “ระบอบอากง” โดยนายคริส กล่าวว่า มีกลุ่มบุคคลอยู่เบื้องหลังการบริหารงานของ กทม. และมีบทบาทในการเรียกรับผลประโยชน์ รวมถึงแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับพื้นที่ พร้อมเรียกร้องให้ “นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์” อดีตผู้ว่าฯ กทม.และในฐานะผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. เบอร์ 9 ออกมาชี้แจงและดำเนินการจัดการปัญหาอย่างจริงจัง
ส่วน “นายจิรายุ” ระบุว่า เตรียมพยานหลักฐานทั้งหมด ทั้งหนังสือร้องเรียนเกือบ 20 แผ่น, ไฟล์คลิปเสียงและภาพถ่าย คาดว่าจะนำไปยื่นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในวันที่ 10 มิ.ย. 69 นี้ เพื่อเอาผิดขบวนการแต่งตั้งโยกย้ายไม่เป็นธรรมและการทุจริตประพฤติมิชอบใน กทม.
ที่น่าสังเกตในการลงพื้นที่หาเสียงวันที่ 7 มิ.ย. ของ “นายอนุชา บูรพชัยศรี” ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และ นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. จากพรรคประชาชน (ปชน.) ออกมาแสดงความเห็นถึงข้อครหาที่เกิดขึ้นกับการบริหารงานของ กทม. ในเรื่องความไม่โปร่งใส และพูดประโยค “ถ้าหัวไม่ส่ายหางไม่กระดิก” ตรงกัน แบบมีคำถามตามมาว่า มีการนัดหมายกันไว้หรือไม่

“นายอนุชา” กล่าวถึงหากมีโอกาสเข้าไปเป็นผู้ว่าฯ กทม. เรื่องคอร์รัปชัน จะจัดการอย่างไรว่า เป็นหนึ่งนโยบายของเรา คือตรวจสอบได้ แต่ตอนนี้ถ้าไม่พูดถึงก็ไม่ได้ เพราะเป็นเรื่อง มีข้าราชการ กทม.หลายคนมีการส่งสัญญาณมาถึงตน จะพูดว่าไม่มีก็เป็นไปไม่ได้ ตามที่หลายคนพูดกันมา คำพูดที่เข้าใจง่าย คือ “ถ้าหัวไม่ส่ายหางก็ไม่กระดิก” เขาบอกเองว่า กทม.มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น แต่การหาใบเสร็จ เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นผู้ที่หาประโยชน์และผู้สมประโยชน์ เขามีวิธีการที่เลี่ยงอยู่แล้ว เรื่องใบเสร็จเป็นไปไม่ได้ที่จะหามา เพียงแต่ว่าผู้บริหาร ซึ่งตอนนี้หมดวาระไปแล้ว จะออกมาพูดความจริงเมื่อไหร่ เห็นกันอยู่ว่าเป็นอย่างไร
“จริงๆ คน กทม. เขารู้กันหมดว่า ผู้ว่าฯ เป็นอิสระจริงหรือเปล่า หรือเป็นทีมเดียวกัน ไม่อยากพูดอะไรมากไปกว่านี้ เพราะหลายคนรอไปเลือกตั้งอย่างเดียว ว่าสิ่งที่เขาได้รับทราบ เป็นข้อเท็จจริงหรือไม่ อย่าประเมินประชาชนต่ำไป เขารู้ข้อเท็จจริงทั้งหมด แต่ทั้งหมดคิดว่า ประชาชนเข้าใจแล้วตัดสินใจได้” นายอนุชา กล่าว
ด้าน “นายชัยวัฒน์” ให้สัมภาษณ์ถึง “ระบบอากง” ว่า เรื่องการซื้อขายตำแหน่ง การทุจริตมีมาในทุกยุคทุกสมัย ซึ่งพรรค ปชน.ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง การทุจริตงบประมาณ การทุจริตซื้อขายตำแหน่ง ต้องใช้เจตนาอันแน่วแน่ และมีเจตจำนงทางการเมือง รวมถึงมีระบบป้องกัน ติดตามจับ ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคได้นำเสนอมาโดยตลอด เราจะใช้ระบบมาป้องกัน ไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น
“ปัญหาเหล่านี้พูดได้เลยว่า ถ้าหัวไม่ส่าย หางก็ไม่กระดิก เพราะฉะนั้นเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องที่ทางพรรค ปชน.ขอโอกาสจากชาว กทม. เพื่อจะแสดงให้เห็นว่าการบริหารแบบที่มีเจตจำนงอันแน่วแน่ ในการไม่ให้เกิดทุจริตคอร์รัปชันเป็นไปได้จริง” นายชัยวัฒน์ กล่าว
นายชัยวัฒน์ กล่าวต่อว่า การที่จะป้องกันได้จริง ไม่ใช่แค่เฉพาะตน แต่ผู้บริหารภายใต้การนำของตน จะไม่ยอมให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ถือเป็นความแตกต่าง เมื่อถามว่า หากได้เป็นผู้ว่าฯ กทม. จะเข้าไปรื้อระบบใช่หรือไม่ นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า อย่างที่เรียนว่าถ้าหัวไม่ส่าย หางก็ไม่กระดิก เราจะเน้นการป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น การซื้อขายตำแหน่ง ทำเพื่อไปโกงกินงบประมาณ ผลประโยชน์ และการถอนทุนคืน ให้ได้มากกว่าเงินที่ซื้อขายตำแหน่ง ดังนั้นหากไม่สามารถโกงกินได้ การซื้อขายตำแหน่งก็จะไม่มีประโยชน์ พรรค ปชน.มีระบบป้องกัน ตั้งแต่ระบบต้นน้ำ อย่างเช่น ที่ อบจ.ลำพูน
นั่นหมายความว่า ข้อครหาเรื่องความไม่โปร่งใสจากการบริหารงาน กทม.ในสมัย “นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์” เป็นผู้ว่าฯ กทม. กำลังกลายเป็นประเด็นร้อน ที่ผู้สมัครชิงตำแหน่งสำคัญ เพื่อหวังดูแลเมืองหลวง ปลุกมาให้สังคมให้ความสนใจ โดยเฉพาะประโยค ถ้าหัวไม่ส่าย หางก็ไม่กระดิก

ด้าน “นายชัชชาติ” ซึ่งกำลังตกเป้าโจมตีจากหลายฝ่าย กล่าวถึงผลสำรวจ “นิด้าโพล” ที่ระบุว่า คน กทม.อันดับ 1 ร้อยละ 67.30 เลือก นายชัชชาติ ว่า เป็นผลลัพธ์จากการทำงานอย่างหนักตลอด 4 ปีที่ผ่านมา จนประชาชนรู้สึกได้ว่าชีวิตดีขึ้น อย่างไรก็ตามได้เตือนทีมงานว่า ห้ามประมาทเด็ดขาด เนื่องจากการเมืองสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะในช่วง 3 สัปดาห์สุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง สำหรับกรณีที่ นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โพสต์ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับผู้อำนวยการเขตรายหนึ่ง ในประเด็นการคุกคามทางเพศนั้น นายชัชชาติระบุว่า หากมีข้อมูล หรือหลักฐานที่ถูกต้องชัดเจน ขอให้เปิดเผยออกมาได้เลย เพื่อเอาคนไม่ดีออกไป และพร้อมให้ฝ่ายบริหารชุดใหม่ หรือปลัด กทม. ดำเนินการทันที
“เราประกาศเสมอว่าเราไม่ยินยอมต่อการคุกคามทางเพศ ที่ผ่านมาถ้ามีเรื่องร้องเรียนเราจัดการทุกเคส อย่างในโรงเรียนก็เคยมีคำสั่งไล่ออกไปแล้ว แต่ในระดับผู้อำนวยการเขต ตอนนี้ยังไม่มีข้อมูล ยืนยันว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องพฤติกรรมของตัวบุคคล ไม่เกี่ยวกับระบบของ กทม. แต่อย่างใด” นายชัชชาติ กล่าว
ยังไล่บี้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) อย่างต่อเนื่อง โดยพรรคส้มใช่ช่วงวันหยุด ออกมากดดัน “นายโสภณ ซารัมย์” ประธานรัฐสภา โดย “นายพริษฐ์ วัชรสินธุ” สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค ปชน. พร้อมด้วย “นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล” สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค ปชน. แถลงรายละเอียดกรณียื่นเรื่องต่อประธานรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ (รธน.) มาตรา 236 ให้ส่งประธานศาลฎีกา ตั้งคณะไต่สวน ป.ป.ช. ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีการยกคำร้องคดีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรมว.คมนาคมซุกหุ้น โดย “นายปกรณ์วุฒิ” กล่าวว่า อยากตั้งคำถามว่า ป.ป.ช.ใช้มาตรฐานไหน ในการวินิจฉัยกรณีดังกล่าว นับตั้งแต่ไปยื่นคำร้อง ก็ไม่เคยได้รับจดหมายเรียกให้ไปให้ถ้อยคำหรือข้อมูลใดๆ กับ ป.ป.ช.แม้แต่ครั้งเดียว นี่จึงเป็นปัญหาในการเลือกปฏิบัติของ ป.ป.ช.ว่าจะรับฟังข้อมูลจากฝ่ายใด
ด้าน “นายพริษฐ์” กล่าวว่า ข้อพิรุธที่สังเกตเห็น ป.ป.ช. ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบแบ่งเป็น 4 ข้อได้แก่ 1.ป.ป.ช. ดำเนินการตรวจสอบด้วยกระบวนการที่บกพร่อง 2.ใช้ดุลพินิจวินิจฉัยผิดพลาดอย่างชัดแจ้ง ซึ่งข้อเท็จจริงที่ ป.ป.ช.ควรใช้ในการพิจารณาคดีนี้ ควรเป็นข้อเท็จจริงเดียวกับที่ศาล รธน.ใช้ในการพิจารณาและวินิจฉัย 3.มีพฤติกรรมที่ปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับการตรวจสอบ เช่น ไม่แจ้งให้ผู้ร้องทราบในการยุติเรื่องต่างๆ หรือการเปิดเผยต่อสาธารณะ และ 4.ป.ป.ช.ละเว้นการตรวจสอบในข้อหาอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยยังไม่เห็น ป.ป.ช. วินิจฉัยความผิด เรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์หรือไม่
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า หลังจากนี้จะเป็นหน้าที่ของประธานรัฐสภาในการวินิจฉัยว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวมีเหตุอันควรสงสัยเพียงพอให้ส่งเรื่องต่อไปยังประธานศาลฎีกาหรือไม่ ซึ่งประธานรัฐสภาควรจะสรุปได้เร็ว แต่หากประธานรัฐสภาปัดตกคำร้องดังกล่าว จะตอบสังคมยากว่า ทำไมไม่สงสัยในประเด็นที่สังคมวงกว้างเขาสงสัยกัน จึงขอถามประธานรัฐสภาว่าจะใช้เวลาเท่าไหร่ ไม่ปัดตกคำร้อง แต่หากเห็นว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของประธานรัฐสภา เราก็สามารถที่จะยื่นร้องประธานรัฐสภาว่า ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา 157 ได้
นายปกรณ์วุฒิ กล่าวเสริมว่า ฝ่ายค้านเคยเชิญ ป.ป.ช. มาชี้แจงในการประชุมวิปฝ่ายค้าน ได้รับแจ้งว่าฝ่ายกฎหมายของ ป.ป.ช. กำลังตรวจสอบข้อกฎหมายอยู่ว่า เอกสารใดบ้างที่สามารถเปิดเผยได้ ซึ่งคงจะมีการเข้าไปทวงถามอีกครั้งว่า มีอะไรที่สามารถเปิดเผยได้ หรือไม่ได้บ้าง จะได้รับเอกสารเมื่อไหร่ ซึ่งเมื่อครบกำหนด 30 วัน หลังจากที่ไปยื่นร้องขอเอกสารแล้ว ตนมีสิทธิในทางกฎหมายที่จะไปดำเนินการต่อ โดยยื่นต่อคณะกรรมการข้อมูลข่าวสาร เพื่อให้ ป.ป.ช.เปิดเผยข้อมูลต่อไป หวังว่าจะได้รับข้อมูลโดยเร็ว และ ป.ป.ช. จะไม่ถ่วงเวลา คิดว่า ป.ป.ช. คงเห็นแล้วว่า ที่ผ่านมาการพยายามปกปิดเอกสารต่างๆ จุดจบเป็นอย่างไร
จากนี้ไปต้องรอดูท่าทีของ “ประธานรัฐสภา” และ “กรรมการ ป.ป.ช.” จะออกมาชี้แจงข้อครหาหรือไม่ และนายโสภณ จะใช้เวลาในการพิจารณาคำร้องนานแค่ไหน ก่อนส่งเรื่องไปให้ศาลฎีกา.
“ทีมข่าวการเมือง”



