“ฮันยังโดซอง” คือเส้นทางเดินป่าและเดินชมเมืองระยะทางประมาณ 18.7 กิโลเมตร ที่ทอดตัวยาวตามแนวป้อมปราการโบราณ สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์โชซอน ราว ค.ศ. 1396 เพื่อปกป้องเมืองหลวงฮันยางในสมัยนั้น ซึ่งก็คือกรุงโซลในปัจจุบัน ครอบคลุมแนวภูเขาหลัก 4 ลูก คือ บูกักซาน, อินวังซาน, นัคซาน และนัมซาน เชื่อมโยงกับประตูเมืองอย่างทงแดมุน นัมแดมุน โดยมีเส้นทางที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือช่วงป้อมปราการนักซาน ระยะทางกำลังพอเหมาะในการชมทัศนียภาพเมืองแบบ 360 องศาช่วงพระอาทิตย์ตกและตอนเย็น เพราะ “นัมซาน” คือพื้นที่สีเขียวกลางกรุงโซล ที่คนท้องถิ่นใช้เดินเขา พักใจ และมองเมืองจากมุมสูง เป็นพื้นที่ที่ไม่ได้มีแค่หอคอย แต่มีเส้นทาง มีต้นไม้ และความเงียบที่ทำให้เมืองใหญ่มีพื้นที่ให้หายใจ
ไม่ใช่เพียงแค่เส้นทางเดินป่าแต่ยังชวนเที่ยวกรุงโซลในแบบคนเมืองที่ใช้ชีวิตอยู่ในทุกวัน เพื่อสัมผัสความเป็นเกาหลีได้อย่างลึกซึ้งกว่าที่เคย อีกแห่งที่ทูตการท่องเที่ยวเกาหลีแนะนำแน่นอนว่าจะต้องมี “แม่น้ำฮันกัง” รวมอยู่ด้วย พื้นที่กลางกรุงโซลที่เป็นเหมือนพื้นที่ส่วนกลางของเมือง ผู้คนออกมาเดินเล่น ออกกำลังกาย ปั่นจักรยาน ปิกนิก และใช้เวลาหลังเลิกงาน ฮันกังไม่ได้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวในความหมายเดิม ๆ แต่เป็นพื้นที่ ที่เมืองใช้ชีวิตร่วมกัน


เพราะ “โซล” ไม่ได้มีแค่ความเร็วของเมืองหลวง แต่มีตรอกเล็ก ย่านที่อยู่อาศัย คาเฟ่ท้องถิ่น และสวนสาธารณะที่คนใช้จริงในชีวิตประจำวัน ซึ่งรวมทั้ง “ซังมุนดง” ย่านที่อยู่อาศัยในเขตโทบงทางตอนเหนือของกรุงโซล ที่เคยเป็นฉากหลังหลักของ Reply 1988 ที่พัคโบกอมแสดงนำไว้เมื่อ 10 ปีก่อน ภาพแก๊งซังมุนดงที่อาศัยอยู่ในย่านเก่าแก่ที่มีความสัมพันธ์แบบเครือญาติ เพื่อนบ้านดูแลกันแบบที่ย่านที่ว่ายังคงมีอยู่ ส่วน “ฮเยฮวาดง” ที่พัคโบกอมชอบคือ ย่านที่เต็มไปด้วยโรงละครขนาดเล็กและเวทีการแสดงกว่า 100 แห่ง ร้านกาแฟ คาเฟ่ และร้านอาหาร ด้วยความที่ตั้งอยู่ใกล้กับมหาวิทยาลัยหลายแห่ง ทำให้เป็นแหล่งนัดพบยอดนิยมของวัยรุ่น มีถนนคนเดิน โดยจุดเริ่มต้นจะอยู่ที่สถานีฮเยฮวา ซึ่งสามารถเชื่อมต่อไปยังย่านจงโร อีกย่านที่พัคโบกอมแนะนำ
“ผมอยากแนะนำสถานที่ที่เป็นเหมือนศูนย์รวมของประเทศเกาหลีที่มีชื่อว่าย่านจงโรครับ เพราะย่านนี้จะมีทั้สถานที่ท่องเที่ยว และเชิงประวัติศาสตร์ ผมจึงอยากให้ทุกคนได้ไปสัมผัสประสบการณ์ที่นี่ครับ”


ขณะที่ “ย่านซงโด” เป็นเมืองใหม่ที่เต็มไปด้วยความเป็นระเบียบ พื้นที่สีเขียว และบรรยากาศสงบ เป็นพื้นที่อยู่อาศัยจริงมากกว่าย่านท่องเที่ยว เป็นเมืองที่ไม่ได้มีอะไรให้ “ต้องรีบดู” แต่มีบรรยากาศที่ทำให้อยากอยู่ ขณะเดียวกันเมืองท่องเที่ยวหลักของเกาหลีก็ถูกเล่าในมุมของการใช้เวลาอยู่กับเมือง
นอกจากโซลแล้ว เมืองใหญ่รองลงมาอย่าง “ปูซาน” เป็นอีกเมืองที่เคยมีโอกาสไปถ่ายทำซีรีส์จึงอยากแนะนำให้แฟน ๆ ได้ไปเที่ยวด้วย ด้วยความที่เป็นเมืองติดทะเล จังหวะชีวิตของปูซานช้าจึงลงอย่างเป็นธรรมชาติ อยู่กับทะเล อยู่กับอาหาร และอยู่กับบรรยากาศ ส่วน “คยองจู” เป็นเมืองที่เดินได้โดยไม่ต้องมีแผน ผ่านโบราณสถาน เส้นทางสีเขียว และพื้นที่โล่ง ที่ทำให้การเดินเที่ยวกลายเป็นการเรียนรู้เมืองไปพร้อมกัน
ภาพของโซล ปูซาน และคยองจู สะท้อนอีกมิติหนึ่งของเกาหลี ผ่านพื้นที่ ผู้คน และจังหวะเมืองที่นักเดินทางสามารถเข้าไปใช้เวลาอยู่ด้วยได้อย่างกลมกลืน


ที่เที่ยวที่ชื่นชอบและอยากแนะนำให้แฟน ๆ ได้ไปเที่ยวบ้างยังไม่หมดเท่านั้น เพราะจะขาด “เชจู” สถานที่ถ่ายทำหลักของซีรีส์ “ยิ้มไว้ในวันที่ส้มไม่หวาน” (When Life Gives You Tangerines) ที่เล่าเรื่องราวความรักและความฝันที่อบอุ่นปนเศร้าของคู่รักที่เติบโตบนเกาะเชจู ท่ามกลางบรรยากาศการสู้ชีวิตและฤดูกาลที่ผันเปลี่ยน ตั้งแต่ยุค 1950s จนถึงปัจจุบัน โดยมีส้มเชจูเป็นสัญลักษณ์ของรสชาติชีวิต
นอกจากทุ่งดอกยูแชสีเหลืองที่พากันบานสะพรั่งพร้อมกันทั้งทุ่งดอกยูแชแถวโอรา หาดกิมนยอง เชจูมกควานา และทางเดินอลเลริมทะเล ยังมีสวนส้มที่เป็นผลไม้เด่นของเกาะ ซึ่งเปิดให้เข้าไปตัดเก็บและถ่ายรูปได้ในช่วงฤดูหนาวตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นช่วงที่ส้มสุกงอมและมีรสชาติหวานที่สุด มีหาดอิโฮเทวู ใกล้เมืองเชจูและสนามบิน ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นอย่างประภาคารรูปม้าสีแดงและสีขาวคู่ หาดทรายผสมสีเทา-เหลืองที่ไม่เหมือนใครและน้ำตื้นทำให้เหมาะแก่การว่ายน้ำและถ่ายรูป ทั้งยังเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่ดีแห่งหนึ่ง ใกล้กันยังมีทางเดินสายรุ้งจุดเช็คอินยอดฮิตของเชจูอีกแห่งด้วย


องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาหลี (KTO) แนะนำว่า การเดินทางไปเกาหลีของนักท่องเที่ยวไทยในวันนี้ไม่ได้มีเพียงการตามรอยแลนด์มาร์กหรือโลเคชันจากซีรีส์เท่านั้น แต่มีพื้นที่ให้การเดินทางในรูปแบบที่เลือกใช้เวลา เลือกจังหวะ และเลือกประสบการณ์ที่สอดคล้องกับตัวเองมากขึ้น ควบคู่ไปกับการท่องเที่ยวรูปแบบดั้งเดิม ผ่านการเล่าเรื่องเมืองต่าง ๆ และพื้นที่ที่เชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันของผู้คนแบบที่ทูตการท่องเที่ยวเชิญชวน ตรงกับแคมเปญ “Korea Welcomes You” คำชวนธรรมดา ๆ ให้คุณเข้าไปเดินอยู่ในเมืองนั้นจริง ๆ ใช้เวลาในเมืองนั้นจริง ๆ และสร้างประสบการณ์ของตัวเองขึ้นเอง ไม่ใช่เพื่อไปเช็กอิน แต่เพื่อไปใช้เวลาอยู่กับสถานที่นั้นอย่างแท้จริง
“ประเทศเกาหลีเราไม่มีวัฒนธรรมการให้ทิป ดังนั้นเวลาไปร้านอาหาร หรือไปท่องเที่ยวสถานที่ต่าง ๆ อยากให้ทุกคนมีความสุข และรับบริการอย่างเต็มที่ได้อย่างอุ่นใจ หากต้องการอะไรเพิ่มเติมสามารถขอจากเจ้าของร้านได้อย่างเต็มที่เลยนะครับ และถ้าอยากแสดงความขอบคุณ ให้พูดภาษาเกาหลีว่า “โคมับซึมนิดา โตโอลเกโย” ซึ่งแปลว่า ขอบคุณครับ แล้วพวกเราจะกลับมาใหม่ครับ เพื่อเป็นกำลังใจให้กับเจ้าของร้านด้วยนะครับ” พัคโบกอมแนะนำทิ้งท้ายพร้อมกับบอกว่าอย่าลืมซื้อ “คิมจาบัน” สาหร่ายปรุงรสที่โรยข้าวทานมาฝกาเพื่อน ๆ ทั้งอย่าลืมหา “คัลบิทัง” ซุปซี่โครงเนื้อรสชาติกลมกล่อมทานด้วย



