ผลการเลือกตั้งที่พรรคภูมิใจไทยชนะถล่มทลาย  ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศ แน่นอนว่า  พรรคภูมิใจไทย  จะกอดเก้าอี้เกรดเอ+++  กระทรวงคมนาคม  ไว้แน่นๆ “ทีมข่าวนวัตกรรมขนส่งเดลินิวส์”  รวบรวมคำสัมภาษณ์ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม (ในช่วงรักษาการ)  เดือนม.ค. 2569   โดยนายพิพัฒน์  ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า หากได้กลับมาดำรงตำแหน่ง รมว.คมนาคมอีกครั้ง จะผลักดันให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(รฟม.)เป็นผู้บริหารจัดการโครงการรถไฟฟ้าแบบองค์รวม (Single Ownership) เพื่อให้เกิดเป็นเอกภาพของระบบตั๋วร่วม

และศึกษาแนวทางการซื้อคืนรถไฟฟ้าจากเอกชนเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณาภายใน 3 เดือน จากนั้นภายในอีก 6 เดือนจะเสนอ ครม. ขออนุมัติการซื้อคืนรถไฟฟ้าจากเอกชน 4 สายที่สัมปทานคือ สีเขียว-สีชมพู-สีเหลือง-และสีม่วง         รวมทั้งเดินหน้านโยบายรถไฟฟ้าทุกสายเหมาจ่าย 40 บาทตลอดวัน   แม้ไม่ได้บรรจุเป็นนโยบายของพรรคภูมิใจไทย เนื่องจากเป็นนโยบายเดิมที่ทำมาก่อนแล้ว  เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพในการเดินทางให้ประชาชน   

หากไม่ได้กลับมาเป็นรมว.คมนาคม แต่พรรคภูมิใจไทยได้เป็นแกนนำรัฐบาลและดูแลกระทรวงคมนาคมจะสานต่อเรื่องนี้   อย่างไรก็ตามรถไฟฟ้า 40 บาทหลังจากนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย สายสีแดง และสายสีม่วง ทำได้ง่ายเพราะเป็นของรัฐ แต่สำหรับรถไฟฟ้าสายอื่นๆ ที่มีเอกชนเป็นผู้รับสัมปทาน ต้องหาวิธีซื้อคืนสัมปทาน

 ดังนั้นเบื้องต้นจะคิดค่าโดยสารโดยแบ่งพื้นที่เป็นโซนนิ่ง(Zoning) เหมือนในหลายประเทศ อาจแบ่งเป็นโซน 1 และโซน 2 หากจัดโซนนิ่งแล้วเสร็จ ค่าโดยสารแต่ละโซนจะไม่เกิน 40 บาท และใช้บัตร Europay Mastercard and Visa (EMV) Contactless Card เป็นตั๋วร่วม    บัตรเดียวขึ้นรถไฟฟ้าได้ทุกสาย แต่หากมีการเดินทางออกนอกโซน ต้องซื้อเพิ่มอีกโซน แต่รวมแล้วยังมีค่าโดยสารที่ถูกกว่าปัจจุบัน

 เวลานี้คนส่วนใหญ่มีที่พักไม่ไกลที่ทำงาน จะไม่หลุดจากโซนนิ่งโซนเดียว มีเพียงคนส่วนน้อยที่นั่งระยะไกลทะลุโซน ก็ต้องจ่ายเพิ่มจาก 40 บาทเล็กน้อย   ค่าโดยสารรถไฟฟ้า 40 บาท ไม่สามารถนั่งได้ทั้งวันในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยไม่จำกัดโซน ต้องมาพิจารณาว่าตลอดเส้นทางมีทั้งหมดกี่กม.และแบ่งเป็นโซนนิ่งอย่างไรบ้าง

 จะเชื่อมต่อรถไฟฟ้ากับรถโดยสารประจำทาง(รถเมล์) รถไฟฟ้าเป็นกระดูกสันหลังของปลา รถเมล์เปรียบเสมือนก้างปลา ไปรับผู้โดยสารจากซอกซอยมาส่งรถไฟฟ้าเป็นระบบขนส่งเสริม(ฟีดเดอร์)      ยืนยันว่าภายใน 4 ปี ประชาชนจะพกบัตรเดียวเป็นตั๋วร่วม ใช้ได้ทั้งรถไฟฟ้า และรถเมล์แน่นอน โดยรถเมล์ปรับอากาศ อาทิ รถเมล์ไฟฟ้าใหม่ 1,520 คันที่ขสมก.เช่ามาให้บริการในปี70 จะดูราคาที่เหมาะสม น่าจะไม่เกิน 15 บาท

รวมทั้งเร่งผลักดันโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง เพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ และเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทย และอันดามัน (แลนด์บริดจ์) ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของพรรคภูมิใจไทย พร้อมเร่งผลักดันโครงการรถไฟทางคู่ ระยะ(เฟส)ที่ 2 จำนวน 3 เส้นทาง

ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี ระยะทาง 168 กม. วงเงิน 30,422 ล้านบาท

ช่วงสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่-สงขลา ระยะทาง 321 กม. วงเงิน 66,270 ล้านบาท

ช่วงชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ ระยะทาง 45 กม. วงเงิน 7,772 ล้านบาท

 นอกจากนี้จะไม่แก้ไขสัญญารถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน(ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) เด็ดขาดเพราะไม่เห็นด้วยกับเงื่อนไขการจ่ายค่าก่อสร้างแบบสร้างไปจ่ายไป ขอยึดถือเงื่อนไขเดิม  ตนไม่อยากติดคุก เบื้องต้นอ่านเนื้อหาในสัญญาแล้ว รู้สึกไม่เห็นด้วย เข้าข้างเอกชน พรรคภูมิใจไทยก็ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขสัญญา

 เรื่องนี้ต้องแก้ปัญหาทำให้เกิดแรงจูงใจทางการลงทุนเพิ่มเติม อาทิ สร้างดิสนีย์แลนด์ เพื่อให้มีปริมาณผู้โดยสารเพิ่มมากขึ้น โดยไม่ต้องแก้ไขสัญญา ขณะนี้มีนักลงทุนสนใจที่จะร่วมลงทุนแล้ว หากกลับมาจะผลักดันเรื่องนี้เข้า ครม.

ทั้งนี้นายพิพัฒน์ ให้สัมภาษณ์ไว้ด้วยว่า ไม่เห็นด้วยกับโครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดภูเก็ต(แทรมภูเก็ต) ที่การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(รฟม.) มีแผนใช้พื้นที่เกาะกลางบนทางหลักก่อสร้าง เพราะไม่ได้ประโยชน์เท่าที่ควร ทำให้ช่องจราจรลดลง ต้องสร้างสะพานลอย และอื่นๆ อีกมากมาย อีกทั้งจำนวนคนที่ใช้แทรมน่าจะมีไม่มาก คนที่เดินทางมาจากจังหวัดอื่น เมื่อมาเที่ยวภูเก็ต ส่วนใหญ่ขับรถเดินทาง

จึงควรเพิ่มผิวจราจร และเพิ่มรถโดยสารประจำทางที่วิ่งให้บริการรอบเมืองอยู่ในปัจจุบัน โดยทำเป็นช่องสำหรับรถเมล์โดยเฉพาะ (Bus Lane) จะเกิดประโยชน์มากกว่า และช่วยแก้ปัญหาการจราจรในจังหวัดภูเก็ตได้

กำลังหารือกับเอกชนว่า สามารถเอารถเมล์เข้าไปเสริมให้มากขึ้นกว่าในปัจจุบันได้หรือไม่ และได้มอบให้กรมการขนส่งทางบก(ขบ.) ลงไปจัดการเรื่องนี้แล้ว และให้ทำเป็น Bus Laneจะมีความยืดหยุ่นมากกว่าระบบราง กั้นช่องจราจรให้รถเมล์วิ่งได้อย่างสะดวก ขณะเดียวกันสามารถบริหารจัดการให้รถยนต์ทั่วไปเข้าใช้ทางในจุดที่จำเป็นได้ จะช่วยประหยัดงบประมาณ และลดผลกระทบระหว่างการก่อสร้างได้มากกว่า

หากได้กลับมาเป็น รมว.คมนาคม จะเร่งขยายถนนสายหลักจากสนามบินภูเก็ตเข้าเมือง รื้อเกาะกลางทิ้ง และใช้แบริเออร์กั้น เพิ่มช่องจราจรได้อีก 2 เลน จากเดิม 6 ช่องจราจร เป็น 8 ช่องจราจร

อย่างไรก็ตามเมื่อประชาชนที่เชียร์ระบบขนส่งมวลชน แสดงความเห็นเชิงตำหนินายพิพัฒน์ ที่ให้ความสำคัญกับการก่อสร้างถนนมากกว่าระบบราง ทีมงานนายพิพัฒน์ ได้ส่งข่าวแจกถึงสื่อมวลชนในเวลาต่อมาว่า นายพิพัฒน์ ไม่ได้ยกเลิกโครงการแทรมภูเก็ต