การเปลี่ยนแปลงที่นั่ง สส.ของ จ.สุราษฎร์ธานี ในการเลือกตั้ง เมื่อ 8 ก.พ. 69 กลายเป็นศูนย์กลางการจับตาทางการเมืองของภาคใต้ตอนบน เพราะ ผลลัพธ์ที่กระจายที่นั่งไปยังหลายพรรค ไม่เพียงสะท้อนการแข่งขันที่เข้มข้น แต่ยังเผยให้เห็น “แรงสั่นสะเทือนเชิงโครงสร้าง” ต่อการเมืองแบบเครือข่ายหรือ “บ้านใหญ่” ที่เคยเป็นแกนกลางกำหนดทิศทางคะแนนเสียงในพื้นที่มาอย่างยาวนาน ขณะที่ นครศรีธรรมราช ทำหน้าที่เป็นภาพสะท้อนสนามแข่งขันที่เปิดกว้างขึ้น—พรรคใหญ่ปะทะพรรคกลาง และผู้สมัครพื้นที่ต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยผลงานมากกว่าบารมีเครือข่าย
สำหรับผลการเลือกตั้ง ในพื้นที่ภาคใต้ตอนบน ประกอบด้วย จ.ประจวบคีรีขันธ์ มี 3 เขต เป็นของ ภูมิใจไทย 2 กล้าธรรม1 จ.ชุมพร มี 3 เขต เป็นของ ภูมิใจไทย 3 จ.กระบี่ มี 3 เขต เป็นของภูมิใจไทย 3 จ.พังงา มี 2 เขต เป็นของภูมิใจไทย 2 จ.ระนอง มี 1 เขต เป็นของ ภูมิใจไทย จ.ภูเก็ต มี 3 เขต เป็นของ กล้าธรรม 1 ประชาชน 2 จ.สุราษฎร์ธานี มี 7 เขต เป็นของ ภูมิใจไทย 3 กล้าธรรม 2 ประชาธิปัตย์ 1 ไทรวมพลัง 1 และ จ.นครศรีธรรมราช มี 9 เขต เป็นของ ประชาธิปัตย์ 4 ภูมิใจไทย 4 กล้าธรรม 1
ภาพที่เป็นตัวแปรสำคัญว่า ภาคใต้ตอนบนกำลังเข้าสู่ “ยุคเปลี่ยนผ่าน” ที่การเมืองฐานอิทธิพลแบบเดิมเริ่มลดบทบาทลง เปิดพื้นที่ให้การเมืองเชิงนโยบาย ตัวบุคคล และกลยุทธ์หาเสียงเชิงพื้นที่เข้ามามีความหมายมากขึ้น สุราษฎร์ธานี และ นครศรีธรรมราช เป็นกรณีศึกษาเด่นของการแตกตัวภายในเครือข่ายบ้านใหญ่ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการกระจายคะแนนเสียงและการจัดวางอำนาจหลังการเลือกตั้ง
สุราษฎร์ธานี: จากสนามผูกขาด สู่สนามแข่งขันหลายขั้ว ในอดีต สุราษฎร์ธานี ถูกมองว่าเป็นจังหวัดที่โครงสร้างการเมืองท้องถิ่นแข็งแรง เครือข่ายนักการเมืองพื้นที่เชื่อมโยงกับกลุ่มทุนท้องถิ่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และกลไกอิทธิพลในระดับชุมชน ทำให้การจัดทัพผู้สมัครของพรรคการเมืองระดับชาติ “พึ่งพาเครือข่ายบ้านใหญ่” เพื่อค้ำคะแนนเสียงเป็นสำคัญ เมื่อเครือข่ายเดียวส่งผู้สมัครในนามพรรคใดพรรคหนึ่ง โอกาสกวาดที่นั่งหลายเขตจึงสูง
แต่การเลือกตั้งครั้งล่าสุดเผยให้เห็นภาพใหม่—การแตกตัวของเครือข่ายบ้านใหญ่ ทำให้คะแนนที่เคยไหลรวมเป็นกระแสเดียว ถูกแบ่งออกเป็นหลายกระแสในเขตเลือกตั้งเดียวกัน ผลลัพธ์คือ “สุราษฎร์ธานีไม่ใช่สนามผูกขาดอีกต่อไป” แต่กลายเป็นสนามแข่งขันหลายขั้วที่พรรคใหญ่ พรรคกลาง และผู้สมัครท้องถิ่นต้องต่อสู้เชิงยุทธศาสตร์กันอย่างเข้มข้น
ปรากฏการณ์แตกตัวใน สุราษฎร์ธานี ไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียว หากเป็นผลรวมของแรงเสียดทานภายในเครือข่าย การคำนวณผลประโยชน์ทางการเมืองของผู้สมัครรายบุคคล และการเปลี่ยนสมดุลอำนาจในระดับพรรคการเมืองระดับชาติ เครือข่ายบ้านใหญ่ซึ่งเคยจัดทัพผู้สมัครภายใต้ธงเดียวกัน กลับปรับยุทธศาสตร์แตกแขนงไปสู่พรรคต่าง ๆ ด้วยเหตุผลเชิงโอกาสและอำนาจต่อรอง รวมถึงการเกิดขึ้นของพรรคน้องใหม่ อย่าง ไทรวมพลัง ที่ วชิราภรณ์ กาญจนะ ลูกสาว นางโสภา กาญจนะ แยกตัวออกจากบ้านใหญ่ไปสังกัด ส่งผู้สมัครครบเกือบทุกเขต ยกเว้น เขต 1 ที่ต้องแข่งกับพี่สะไภ้ แต่ผลคะแนนของผู้สมัครจากพรรคไทรวมพลังในแต่ละเขต มีอยู่ไม่น้อย ทำให้คอการเมืองเชื่อว่า พรรคน้องใหม่ อย่าง ไทรวมพลัง จะเป็นพรรคอะไหล่ ในอนาคต อันใกล้ของบ้านใหญ่ กาญจนะ แห่ง สุราษฎร์ธานี
การแตกตัวเช่นนี้สะท้อนว่า “บ้านใหญ่” ไม่ได้เป็นเอกภาพอีกต่อไป แต่เป็น เครือข่ายย่อยหลายกลุ่ม ที่มีการต่อรองกับพรรคการเมืองแตกต่างกันในแต่ละเขต ความเป็นเอกภาพที่เคยทำให้บ้านใหญ่ครองพื้นที่อย่างเหนียวแน่น จึงลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ผลกระทบที่ตามมาคือ ความไม่แน่นอนของผลเลือกตั้ง ในแต่ละเขต ผู้สมัครไม่อาจอาศัยบารมีเครือข่ายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องลงทุนกับการสื่อสารเชิงนโยบาย การลงพื้นที่ และการสร้างภาพลักษณ์ส่วนบุคคลมากขึ้น ขณะเดียวกัน พรรคการเมืองระดับชาติต้อง “เลือกข้าง” ในเครือข่ายย่อย ซึ่งย่อมมีต้นทุนทางการเมืองตามมา
นครศรีธรรมราช: สนามแข่งขันเปิด กับบทบาทพรรคใหญ่–พรรคกลาง หาก สุราษฎร์ธานี คือกรณีศึกษาเรื่องการแตกตัวของบ้านใหญ่ นครศรีธรรมราช คือภาพสะท้อนของสนามแข่งขันที่เปิดกว้างขึ้นโดยธรรมชาติของการแข่งขันพรรคใหญ่กับพรรคกลางในหลายเขต ฐานเสียงแบบดั้งเดิมยังคงมีบทบาท แต่ไม่อาจกำหนดผลลัพธ์ได้เด็ดขาดเหมือนในอดีต
การแข่งขันในนครศรีธรรมราชสะท้อนประเด็นสำคัญ ผู้สมัครต้องพิสูจน์ตัวเอง ชื่อพรรคช่วยได้ แต่ไม่เพียงพอ หากผู้สมัครไม่ตอบโจทย์พื้นที่ นครศรีธรรมราชจึงเป็นสนามที่ตอกย้ำว่า การเมืองภาคใต้ตอนบนกำลังขยับจาก “การเมืองเครือข่าย” ไปสู่ “การเมืองการแข่งขันเชิงนโยบายและบุคคล” แม้ยังไม่หลุดพ้นจากอิทธิพลแบบเดิมทั้งหมด
เมื่อพิจารณาภาพรวมภาคใต้ตอนบน นอกจาก สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ประจวบคีรีขันธ์ และ ภูเก็ต ที่มีความหลากสีจากลายพรรคการเมือง แต่ไม่ใช่ว่า อนาคต จังหวัดอื่นๆ คือ กระบี่ พังงา ชุมพร จะไม่เกิดความหลากสี เพราะคะแนนคู่แข่งจากพรรคอื่นๆ ตามมาติดๆ ชนิดไฟลนก้น และพร้อมพลิกได้ตลอดเวลา เพราะการแตกตัวของเครือข่ายท้องถิ่น ทำให้ฐานเสียงไม่ไหลรวม และการรุกพื้นที่ของพรรคขนาดกลางหรือพรรคใหม่ที่เลือกเจาะเขตเป้าหมายชัดเจน
หากแนวโน้มนี้ดำเนินต่อไป การเมืองภาคใต้ตอนบนจะไม่กลับไปสู่ยุคผูกขาดของเครือข่ายบ้านใหญ่ แต่จะอยู่ที่พรรคการเมืองว่าจะปรับตัวได้เร็ว—เข้าใจพื้นที่คัดผู้สมัครได้ตรงจริตผู้เลือกตั้ง และสื่อสารนโยบายอย่างมีเป้าหมาย—จะเป็นผู้ได้เปรียบในสนามเลือกตั้งครั้งต่อไป



