พรรคภูมิใจไทยสายอนุรักษนิยมของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทยคนปัจจุบัน สามารถเอาชนะขบวนการฝ่ายก้าวหน้าที่เคยรุ่งเรืองมานานหลายปี ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ. ที่ผ่านมา ท่ามกลางกระแสชาตินิยมที่พุ่งสูงจากความขัดแย้งกับกัมพูชา และภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา
นิตยสารไทม์มีโอกาสสัมภาษณ์แบบตัวต่อตัวกับนายอนุทิน เมื่อช่วงต้นเดือนนี้ ซึ่งเป็นช่วงหาเสียงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งที่เพิ่งผ่านพ้นไป และสรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้
What Prime Minister Anutin Charnvirakul’s election means for Thailand and the world https://t.co/kzlHvRq7La
— TIME (@TIME) February 9, 2026
อิทธิพลของกองทัพจะยังคงอยู่ต่อไป
ชัยชนะของนายอนุทินและพรรคภูมิใจไทย ส่วนหนึ่งมาจากการใช้กระแสชาตินิยมที่ฟื้นกลับมาหลังเกิดการปะทะนองเลือดตามแนวชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา ขณะที่ฝ่ายก้าวหน้าชูนโยบายลดบทบาทกองทัพในการเมืองและธุรกิจ แต่สถานการณ์ตามแนวชายแดนทำให้นายอนุทินมีโอกาสแสดงภาพลักษณ์ “ผู้รักชาติสายเหยี่ยว” ที่ปกป้องศักดิ์ศรีและความมั่นคงของชาติ
อย่างไรก็ตาม นายอนุทินกล่าวกับไทม์ ว่า “มีความสัมพันธ์ที่ดี” กับ พล.อ.ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โดยชมว่าเป็นคน “ฉลาดและมีความสามารถมาก” ส่วนเรื่องอำนาจในการตัดสินใจสั่งการชายแดนที่เคยมอบให้กองทัพเป็นผู้ตัดสินใจเองนั้น นายอนุทินปฏิเสธที่จะดึงอำนาจนั้นกลับมาที่ฝ่ายการเมือง โดยให้เหตุผลว่า “เราทำงานเป็นทีม ผมไม่จำเป็นต้องยึดอำนาจกลับคืน”
ความเจ็บปวดของฝ่ายก้าวหน้า
ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ ถือเป็นดาบที่ฟันลงบนความหวังของพรรคประชาชน หรืออดีตพรรคก้าวไกล ซึ่งเคยได้ 151 ที่นั่ง ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 นายอนุทินใช้กระแสรักชาติและความใกล้ชิดกับกองทัพเป็นอาวุธลับ ขณะที่การต่อต้านทหารกลายเป็น “จุดอ่อน” ของพรรคประชาชนไปในทันที
นายอนุทินกล่าวกับไทม์ว่า “ความแตกแยกจริง ๆ มาจากสื่อและคนที่ไม่สามารถชนะได้” และ “แทนที่จะกลับไปปรับปรุงตัวเอง พวกเขาเอาแต่โทษอย่างอื่น” อย่างไรก็ตาม ผลประชามติรอบแรกเกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่คนเห็นชอบถึง 65% จะเป็นสมรภูมิถัดไปที่ฝ่ายก้าวหน้าต้องการแก้เรื่องอำนาจสมาชิกวุฒิสภา และพระราชอำนาจ แต่อนุทินที่กุมบังเหียนอยู่นั้น คัดค้านอย่างเต็มตัว
ราชาชาตินิยมกลับมาเฟื่องฟู
นอกจากความใกล้ชิดกับกองทัพ นายอนุทินยังมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับสถาบันพระมหากษัตริย์ นายอนุทินตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการเสด็จเยือนภูฏานและจีน ชัยชนะครั้งนี้สะท้อนว่าความพยายามที่จะลดทอนพระราชอำนาจ หรือแก้ไขมาตรา 112 จะถูกพับเก็บเข้าลิ้นชักไปอีกนาน
ปากท้องต้องมาก่อน
ไทยกำลังถูกขนานนามว่าเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย” รายใหม่ หลังเศรษฐกิจขยายตัวเพียง 1.5% เมื่อปีที่แล้ว นายอนุทินหวังว่าความมั่นคงของรัฐบาลจะช่วยผลักดันนโยบายเศรษฐกิจ เช่น รถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) บริการสุขภาพระดับโลก และเศรษฐกิจดิจิทัล
อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่าไทยต้องการ “การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง” โดยเฉพาะการทลายทุนผูกขาดที่บริษัทท็อป 5% ครองรายได้รวมถึง 85% ของประเทศ นายอนุทินบอกว่า เขาตั้งใจจะจัดการเรื่องนี้ แต่เนื่องจากกลุ่มทุนเหล่านี้คือผู้สนับสนุนเขา ไทม์จึงสรุปว่า “เวลาเท่านั้นที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า นายอนุทินจะทำจริงตามที่พูดหรือไม่”
การทูตแบบ “รักษาสมดุล”
นายอนุทินประกาศชัดว่า ไทย “จะไม่เลือกข้าง” ในเกมการเมืองระดับโลก ไทยยืนหยัดอย่างมั่นคงในระเบียบโลกที่ยึดถือหลักกติกา และบรรทัดฐานที่ประชาคมโลกได้ตกลงร่วมกัน นายอนุทินกล่าวอีกว่า “ในโลกที่แบ่งฝักแบ่งฝ่ายอย่างรุนแรง ประเทศที่ยังคงยึดมั่นในหลักการที่เน้นการปฏิบัติได้จริง และมีความน่าเชื่อถือ จะยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้น ไม่ใช่ลดน้อยลง”
นอกจากนี้ นายอนุทินยังปรารถนาที่จะใช้บทบาทของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) เพื่อนำพาความสงบสุขที่ยั่งยืนมาสู่เมียนมา เพื่อนบ้านที่บอบช้ำจากสงคราม โดยยืนยันว่า “การเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์ ไม่ได้หมายความว่าเราให้การรับรอง” นายอนุทินกล่าว ไทยทำงานกับทุกฝ่ายเพื่อลดทอนความทุกข์ยาก และสนับสนุนทางออกที่มีอาเซียนเป็นผู้นำ
“ไทยให้ลำดับความสำคัญกับช่องทางการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม เสถียรภาพในภูมิภาค และความปลอดภัยของพลเรือน แม้อาเซียนจะมีนโยบายไม่แทรกแซงกิจการภายใน แต่การใช้ความรุนแรงต่อพลเรือนคือ ‘เส้นแบ่งทางศีลธรรม’ ที่ชัดเจน”.
เครดิตภาพ : AFP



