เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 12 ก.ค. ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวก่อนเริ่มกิจกรรม “ครบรอบ 2 ปี เลือก สว.-เจาะลึกหลักฐานคดีฮั้ว สว.” ว่า วันนี้พรรคร่วมฝ่ายค้าน นำโดยวิปฝ่ายค้าน มีการจัดกิจกรรมครบรอบ 2 ปีคดีฮั้ว สว. ซึ่งวัตถุประสงค์หลัก เป็นการเจาะลึกหลักฐาน ที่เกี่ยวข้องกับคดี ฮั้ว สว. ซึ่งเราจะคุ้นชินกับคำว่า ฮั้ว สว. แต่ความจริงคำที่เหมาะสมกว่าคือโกง สว. เพราะกระบวนการที่เห็นจากหลักฐาน ไม่ได้หมายถึงเพียงเครือข่ายจัดตั้งผู้สมัคร เพื่อมาจัดทำโพล และแลกเปลี่ยนคะแนนกันและกัน แต่มีกระบวนการที่ใช้เงิน และประโยชน์อื่นใดต่างๆ มาจ้างคนสมัคร และจ้างคนมาลงคะแนนเสียง เพื่อหวังเข้าสู่อำนาจรัฐ ตนต้องย้ำว่า คดีโกง สว.ที่ว่านี้ เป็นคดีที่มีความสำคัญต่ออนาคตระบบทางการเมืองประเทศเรา เรื่องแรกถ้าคนที่เข้ามาสู่อำนาจโดยมิชอบ มีแนวโน้มสูงจะใช้อำนาจโดยมิชอบเช่นเดียวกัน หากเราพิสูจน์ให้เห็นว่าสมาชิกวุฒิสภาบางส่วนที่เข้าสู่อำนาจโดยไม่ชอบ จะเกิดคำถามตามมาว่า แล้วการใช้อำนาจในฐานะสมาชิกวุฒิสภา ไม่ว่าจะเป็นการกลั่นกรองกฎหมาย การลงมติเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือการรับรองผู้ดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระจะเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบด้วยหรือไม่ และหากมองกว้างในภาพรวม รัฐธรรมนูญปี 2560 ได้เปิดช่องที่ทำให้การโกง สว. เป็นหนทางไปสู่การสร้างระบบการเมืองที่เกิดการฮั้วกัน พร้อมยกตัวอย่างว่า ถ้ามีกลุ่มการเมืองใดใช้วิธีการโดยมิชอบด้วยกฎหมาย มาแทรกแซงการเลือกสว.จนทำให้มีคนที่สามารถกำกับทิศทางที่จะลงมติ เข้าไปเป็น สว. จะทำให้กลุ่มการเมืองนั้นมีโอกาสมากำกับได้ด้วยเช่นกัน ว่า สว.เหล่านั้นจะลงมติรับรองใครไปอยู่ในองค์กรอิสระ และหากกลุ่มการเมืองใด สามารถกำหนดได้ หรือคุมได้ว่าใครคือองค์กรอิสระ องค์กรอิสระเหล่านั้นที่มีหน้าที่ในการมาตรวจสอบ กลุ่มการเมืองนั้นเองก็อาจไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างตรงไปตรงมา
“พูดง่ายๆ ว่าการฮั้ว สว. หรือการโกง สว. เลยเป็นหนทางที่บางกลุ่มการเมืองพยายามใช้คุมองค์กรอิสระ และทำให้กลไกในการตรวจสอบอ่อนแอ” นายพริษฐ์ กล่าว

นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาต้องบอกว่ามีหลายภาคส่วนพยายามรวบรวมหลักฐานไปนำเสนอต่อหน่วยงานตรวจสอบที่เกี่ยวข้อง ซึ่งปัจจุบันยังค้างอยู่ที่ 2 หน่วยงาน คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่จะต้องมีมติภายในเดือน ก.ย.นี้ ว่าจะส่งเรื่องไปที่ศาลหรือไม่ ตามมติคณะไต่สวนชุดที่ 26 ที่บอกว่ามีผู้มีมูลความผิดทั้งหมด 229 คน และ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งมีการรับคดีดังกล่าวเป็นคดีพิเศษแล้ว บนฐานความผิดเรื่องการอั้งยี่ และการฟอกเงิน ตนคิดว่าสิ่งที่สังคมมีความกังวลใจมากที่สุดตอนนี้ คือเรื่องจะไปไม่ถึงศาล แล้วทั้งสองหน่วยงานนี้จะตัดตอนกระบวนการตรวจสอบตั้งแต่ชั้น กกต. และดีเอสไอ ซึ่งทราบดีว่า 4 ใน 7 กกต. ที่จะลงมติเรื่องนี้ถูกรับรองให้ดำรงตำแหน่งจาก สว. ที่ส่วนใหญ่อยู่ในสำนวน ยังไม่นับว่า กกต.ชุดนี้ตั้งอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 ขึ้นมา ซึ่งกลายเป็นว่ามีมติที่ค่อนข้างค้านสายตาสังคม คือ บอกว่าไม่มีใครใน 229 คน มีมูลกระทำความผิดเลย ในฝั่งของดีเอสไอมีข้อกังวลเช่นกัน เพราะเห็นว่าช่วงปลายปี 68 หลังจากดีเอสไอสอบสวนมาเป็นเวลานานกลับสรุปสำนวนและสั่งฟ้องเพียง 8 คน และพออัยการตีเรื่องกลับมา ตอนต้นปี 69 เหมือนว่าตอนนี้ดีเอสไอ กำลังอยู่ในสภาวะปล่อยเกียร์ว่าง เพื่อจะรอดูว่ามติ กกต. จะเป็นเช่นไร จึงมีข้อกังวลว่าดีเอสไอกำลังรอดูหรือไม่ว่า กกต.มีมติเป่าคดี หาก กกต.เป่าคดี จะได้เอามติเป่าคดีของ กกต.มาเป็นหลังพิงให้กับดีเอสไอเช่นกัน ยิ่งพอมีการเปลี่ยนปลัดกระทรวงยุติธรรม ซึ่งเกี่ยวข้องกับการกำกับทิศทางก็ยิ่งเป็นข้อกังวลมากขึ้น เป็นวัตถุประสงค์ที่อาจเปลี่ยนตัวปลัดหรือไม่
นายพริษฐ์ กล่าวว่า แม้หลายภาคส่วนได้ยื่นหลักฐานต่างๆ ไปยัง 2 หน่วยงาน แต่หลายคนมีความกังวลใจ ว่า 2 หน่วยงานนี้หากไม่ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา และตัดตอนกระบวนการตรวจสอบ กลายเป็นว่าเรื่องจะไปไม่ถึงศาล และสังคมจะไม่ได้รับรู้ถึงความหนักแน่นของหลักฐานเหล่านี้ จึงเป็นเหตุให้วันนี้ สิ่งสำคัญของกิจกรรม คือเราจะนำเอาหลักฐานบางส่วน มากางให้สังคมได้รับรู้ ซึ่งจะมีทั้งหลักฐานที่ภาคส่วนต่างๆ ได้ยื่นมาให้กับวิปฝ่ายค้าน รวมถึงจะมีพยานบุคคลที่ได้ไปรู้เห็น หรือมีหลักฐานที่เกี่ยวกับกระบวนการมาเล่าให้ฟัง มีพยานจากหลากหลายภูมิภาค เพื่อมานำเสนอให้กับพี่น้องประชาชนได้รับรู้ เพื่อให้เห็นว่า ในเมื่อหลักฐานมันชัดขนาดนี้ เป็นเรื่องที่ผิดปกติมาก หากคดีดังกล่าวไปไม่ถึงศาล
เมื่อถามถึงกรณี 4 จังหวัด คือ จังหวัดสิงห์บุรี หนองบัวลำภู สุพรรณบุรี และสุโขทัย ที่ได้ถามกระทู้ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม มีหลักฐานชัดเจนหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า หลักฐานที่ได้นำเสนอรัฐมนตรีกลางสภา เป็นส่วนหนึ่งของหลักฐานที่ส่งเข้ามาให้วิปฝ่ายค้าน ตนคิดว่าหลักฐานเหล่านั้นมีความชัดเจนหนักแน่น เพียงพอในระดับหนึ่งอยู่แล้ว แต่ความจริงหน่วยงานตรวจสอบควรเข้าถึงหลักฐานได้มากกว่าตนด้วยซ้ำ เช่น มีพยานปากมาเล่าให้ฟังว่ามีการรวมตัวกันที่โรงแรมไหน ในจังหวัดไหน วันที่เท่าไหร่ เป็นความจริงที่หน่วยงานตรวจสอบ สิ่งที่ทำได้คือการไปตรวจสอบกับโรงแรมไปเปิดดูกล้องวงจรปิดว่ามีบุคคลดังกล่าวเดินเข้ามาในโรงแรมจริงหรือไม่
“ผมคิดว่า ถ้าเรามองในภาพใหญ่หน่วยงานตรวจสอบควรจะเข้าถึงหลักฐาน และตรวจทานหลักฐานได้ลึกซึ้งกว่าตนด้วยซ้ำ ดังนั้นถ้าข้อมูลที่ตนได้รับมีความหนักแน่นในระดับหนึ่ง ตนเชื่อว่า หลักฐานที่หน่วยงานเข้าถึงจะหนักแน่นยิ่งกว่า ดังนั้นการที่ตนเอาหลักฐานมานำเสนอสังคม เพื่อให้เกิดคำถามว่า ถ้าเราเข้าถึงหลักฐานขนาดนี้ แล้วหน่วยงานตรวจสอบจะเข้าถึงขนาดไหน แล้วถ้าเข้าถึงหลักฐานได้ขนาดนี้แล้วยังไม่ส่งเรื่องไปที่ศาลเป็นเพราะอะไร” นายพริษฐ์ กล่าว

เมื่อถามย้ำว่า จะเอาหลักฐานที่นำเสนอในวันนี้ให้หน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า เรากำลังตรวจทานกับเจ้าของหลักฐานอยู่ เพราะหลักฐานที่เรามานำเสนอความจริง เจ้าของหลักฐานได้ยื่นให้กับหน่วยงานตรวจสอบไปหมดแล้ว แต่สิ่งที่เขากังวลใจคือพอยื่นไปแล้ว หน่วยงานที่ตรวจสอบไม่ทำงานตรงไปตรงมา และตัดตอนกระบวนการดังกล่าว จะกลายเป็นว่าสังคมไม่ได้รับรู้ว่าหลักฐานที่ยื่นเข้าไปที่หน่วยงาน ตรวจสอบตัดตอน ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง ดังนั้นการนำบางส่วนที่สามารถนำเสนอกับสังคมได้มานำเสนอ ก็น่าจะทำให้สังคมร่วมกันเป็นหูเป็นตาในการจับตาการทำงานของหน่วยงานที่ตรวจสอบ แล้วตนย้ำว่าหากหน่วยงานที่ตรวจสอบทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ทั้ง กกต.และดีเอสไอ ไม่ใช่แค่ส่งเรื่องคนบางคนไปที่ศาล ไม่ใช่แค่หา สว. 10-20 คนไปสังเวย แต่ต้องส่งหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายนักการเมืองและพรรคการเมือง ที่อาจจะอยู่เบื้องหลังด้วย สิ่งที่เราไม่อยากเห็น คือการสังเวยบางคนเพื่อปกป้องบางคนที่อยู่ใกล้ชิดศูนย์อำนาจมากกว่า



