สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 10 ก.พ. ว่า องค์กรสิทธิมนุษยชน “อาร์ติเคิล 19” ระบุในรายงานว่า เทคโนโลยีเหล่านั้นรวมถึงเครื่องมือจดจำใบหน้าที่ใช้กับชาวอุยกูร์ และระบบนำทางเป่ยโต่ว ซึ่งเป็นทางเลือกของจีน แทนระบบจีพีเอสของสหรัฐ

ขณะนี้ อินเทอร์เน็ตของอิหร่านยังไม่กลับมาเสถียรเหมือนเดิม นับตั้งแต่การประท้วงต่อต้านรัฐบาลครั้งใหญ่ เมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ระบบเซ็นเซอร์ที่ไม่สม่ำเสมอ ทำให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงได้เป็นระยะ ๆ ส่วนความสามารถที่อยู่เบื้องหลังการปิดกั้น เป็นผลลัพธ์ของโครงการความร่วมมือกับทางการจีน ซึ่งทั้งสองดำเนินการภายใต้แนวคิด “อธิปไตยทางไซเบอร์” ที่มีร่วมกัน

นายไมเคิล แคสเตอร์ ผู้เขียนรายงานชิ้นนี้ กล่าวว่า จุดเปลี่ยนที่สำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาอำนาจนิยมทางดิจิทัลของทั้งสอง เกิดขึ้นเมื่อปี 2553 เมื่อทั้งสองประเทศเริ่มดำเนินการอย่างจริงจังมากขึ้น เพื่อสร้างอินเทอร์เน็ตแห่งชาติ

ตามรายงาน บริษัทจีนได้จัดหาเทคโนโลยีการเฝ้าระวังที่สำคัญหลายประเภทให้กับอิหร่าน รวมถึงอุปกรณ์กรองอินเทอร์เน็ตจากบริษัทโทรคมนาคมของจีน เช่น หัวเว่ย และแซดทีอี รวมถึงเทคโนโลยีการเฝ้าระวังจากผู้ผลิตกล้องวงจรปิด ฮิกวิชัน และเทียนดี้

สัญญาของอิหร่านกับบริษัทเทคโนโลยีของจีนหลายฉบับ รวมถึงสัญญากับเทียนดี้ ในการจัดหาอุปกรณ์ให้กับหน่วยงานต่าง ๆ ของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (ไออาร์จีซี) และกองทัพของอิหร่าน

ด้านแซดทีอีและหัวเหว่ยเสนอเทคโนโลยีการตรวจจับกิจกรรมในเครือข่ายให้กับอิหร่าน ซึ่งช่วยให้สามารถตรวจสอบการรับส่งข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตได้อย่างกว้างขวาง.

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES