ผลงานวิจัยล่าสุดจากคณะนักวิจัยจากเดนมาร์กและสหราชอาณาจักรซึ่งได้รับการตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ International Journal of Cardiology เมื่อเดือนเมษายน เผยความเชื่อมโยงที่สำคัญระหว่างปัญหาโรคในช่องปากในวัยเด็กและโรคหัวใจและหลอดเลือดในวัยผู้ใหญ่

รายงานฉบับนี้รวบรวมและติดตามข้อมูลระยะยาวของประชากรเกือบ 569,000 คน เป็นเวลานานสูงสุดถึง 23 ปี เพื่อศึกษาความเกี่ยวพันระหว่างสุขภาพช่องปากในวัยเด็กกับโอกาสเกิดโรคหัวใจในวัยผู้ใหญ่ โดยทีมวิจัยได้ระบุว่า “แม้ว่าสุขภาพช่องปากของผู้ใหญ่จะมีความเชื่อมโยงกับโรคหัวใจและหลอดเลือดอย่างต่อเนื่อง แต่ผลกระทบระยะยาวจากสุขภาพช่องปากในวัยเด็กนั้นยังคงเป็นเรื่องที่มีการศึกษากันน้อยมาก”

จากการวิเคราะห์อัตราการเกิดโรคหัวใจ หัวใจวาย และโรคหลอดเลือดสมองในผู้ใหญ่ เปรียบเทียบกับประวัติการเกิดฟันผุและเหงือกอักเสบในวัยเด็ก คณะทำงานพบว่าภาวะฟันผุขั้นรุนแรงมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคหัวใจที่เพิ่มขึ้นทั้งในเพศชายและเพศหญิง โดยผลคะแนนโรคเหงือกอักเสบที่สูงก็เป็นสิ่งบ่งชี้ถึงความเสี่ยงโรคหัวใจที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน 

ยิ่งปัญหาสุขภาพฟันในวัยเด็กมีความรุนแรงมากเท่าใด อัตราการเกิดโรคหัวใจในตอนโตก็ยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะในเพศหญิงที่มีปัญหาสุขภาพฟันขั้นรุนแรง พบว่ามีอัตราเสี่ยงเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดสูงกว่าปกติถึง 45% ส่วนในเพศชายที่เผชิญภาวะฟันผุรุนแรงในวัยเด็กมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 32%

ทีมวิจัยจึงได้สรุปผลการค้นพบนี้ว่า “สุขภาพช่องปากที่ย่ำแย่ในวัยเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาฟันผุและเหงือกอักเสบที่เรื้อรังหรือทวีความรุนแรงขึ้น” มีความเชื่อมโยงอย่างชัดเจนต่อความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดสมองที่สูงขึ้นในอนาคต

ที่ผ่านมา สมาคมโรคหัวใจแห่งอเมริกา (AHA) เคยระบุไว้ในปี 2568 ว่า ความเชื่อมโยงระหว่างสุขภาพช่องปากและหัวใจเกิดจากหลายปัจจัย เช่น โรคปริทันต์ส่งผลต่อหัวใจผ่านเส้นทางตรงอย่างแบคทีเรียในกระแสเลือดและการติดเชื้อในหลอดเลือด รวมถึงเส้นทางอ้อมอย่างการอักเสบเรื้อรังทั่วร่างกาย นอกจากนี้ พฤติกรรมการดูแลช่องปากที่ดีอาจสะท้อนถึงการมีวินัยในการดูแลสุขภาพด้านอื่นๆ เช่น การรับประทานอาหาร การนอนหลับ และการออกกำลังกาย ซึ่งล้วนส่งผลดีต่อหัวใจ 

ทั้งนี้ก็ไม่จำเป็นต้องกังวลจนเกินไป เนื่องจากข้อมูลจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) ระบุว่า เด็กอายุระหว่าง 6-9 ปี ราว 40 – 60% ต่างก็เคยเป็นโรคฟันผุกันมาแล้วทั้งสิ้น

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

ที่มา : thehealthy.com

เครดิตภาพ : Steve Buissinne from Pixabay