ถูกคาดเดาไปต่างๆ นานา ถึง สูตรการจัดตั้งรัฐบาล ภายใต้การนำของ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ยิ่งผู้นำฝ่ายบริหารให้สัมภาษณ์ หลังถูกตั้งคำถาม ดูเหมือนพรรค ภท.กับพรรคเพื่อไทย (พท.) จะเล่นกันแรง อย่างช่วงหลังที่คดีต่างๆ มีความคืบหน้า บอกว่าเหมือนเป็นการเผาสะพานมิตรภาพระหว่างภท.และพท. จะกลับมาเชื่อมกันได้อีกหรือไม่ ว่า นายอนุทิน กล่าวว่า สะพานมิตรภาพไทย-ลาวมีตั้ง 5 แห่ง เดี๋ยวก็มีแห่งที่ 6 แล้ว ถูกตีความเหมือน เป็นการยื่นไมตรี ให้อดีตพรรคแกนนำรัฐบาล และเพื่อเป็น การการันตีเสถียรภาพ ของรัฐบาล ซึ่งหาก ภท. มี 193 เสียง จับมือกับพท. 74 เสียง และพรรคกล้าธรรม (กธ.) 58 เสียง รวมจะได้ 325 เสียง ซึ่งเกินครึ่งจำนวน 250 เสียง อยู่ 75 เสียง ถือว่าเสียงข้างมากเบ็ดเสร็จเด็ดขาดได้ แทบจะไม่มีปัญหาการทำงานในสภาของฝ่ายบริหาร

เพียงแต่ว่า อาจจะมีปัญหาในการจัดสรร ตำแหน่งรัฐมนตรี ให้กับพรรคการเมืองต่างๆ โดยเฉพาะพรรคแกนนำรัฐบาล ซึ่งต้องตัดไปให้คนนอกอย่าง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ และ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ประกอบด้วย กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ และ กระทรวงการต่างประเทศ โดยหากเป็นไปตามสูตร 3 พรรค ที่มีพรรค ภท.เป็นแกนนำรัฐบาลมี 325 เสียง ขณะที่เก้าอี้ใน ครม.มีเพียง 35 ที่นั่ง หากไม่รวมเก้าอี้นายกฯ เมื่อนำเสียงทั้งหมด หารด้วยจำนวนเก้าอี้รัฐมนตรี ซึ่งเท่ากับว่าครม.อนุทิน จะใช้สูตร “สส. 9.5” ที่นั่งต่อรัฐมนตรี 1 ตำแหน่ง ซึ่งโดยปกติจะปัดเศษ เป็น “10 ที่นั่ง” ต่อ 1 รัฐมนตรี อาจคำนวณโควตารัฐมนตรีได้ดังนี้ ภท. 193 ที่นั่ง จะได้ โควตา 21 รัฐมนตรี พท.74 ที่นั่ง จะได้ โควตา 8 รัฐมนตรี กธ. 58 ที่นั่ง จะได้ 7 รัฐมนตรี ซึ่งในส่วนของพรรคภท.ซึ่งมี “บ้านใหญ่” เข้ามาร่วมงานด้วย จะมีปัญหาเรื่อง การจัดสรรตำแหน่ง หรือไม่ เพราะหากมีคนพลาดตำแหน่ง อาจส่งผลทำให้เกิดความไม่พอใจ และทำให้เกิด ปัญหาความขัดแย้ง ในพรรคตามมา
แต่ถ้าหากเป็น สูตรใช้บริการพรรคเล็ก โดยพรรคหลัก ภท. กธ. และพรรคเล็ก ประกอบด้วย ไทยรวมพลัง 6 พลังประชารัฐ 5 เศรษฐกิจ 3 รวมไทยสร้างชาติ 2 เพื่อชาติ 2 ไทยสร้างไทย 2 และ 10 พรรค 1 เสียง รวมทั้งหมด 281 เสียง อาจคำนวณ โควตารัฐมนตรี 8 สส. / 1 เก้าอี้รัฐมนตรี ภูมิใจไทย 193 ที่นั่ง จะได้ โควตา 24 รัฐมนตรี กล้าธรรม 58 ที่นั่ง จะได้ 7 รัฐมนตรี

ที่น่าสนใจคือความเห็นของ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” ประธานที่ปรึกษาพรรค กธ. ให้ความเห็นถึงเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลว่า อย่าลืมเรื่องกรอบระยะเวลาที่ต้องรอให้ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรองผลเลือกตั้งสส. ภายใน 60 วัน ตามกฎหมาย ซึ่งเป็นเวลาประมาณ 2 เดือน ก็น่าจะครบกำหนดในช่วงต้นเดือน เม.ย.2569 ถ้าตนเป็นพรรค ภท. คงจะนั่งตีขิมอยู่ที่บ้าน ไม่จำเป็นต้องไปพูดคุยกับพรรคนั้นพรรคนี้ แต่บางพรรคการเมืองที่อยากร่วมรัฐบาล อาจจะพูดมากหน่อย แต่สำหรับ พรรค กธ.อยู่ในที่ตั้ง เมื่อถามว่าหมายถึงพรรคใดที่อยากเข้ามาร่วมรัฐบาล ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ตนหมายความถึงคนที่ออกมาพูด แต่ไม่ใช่พวกเรา เพราะเคยให้สัมภาษณ์แล้วว่ายังไม่มีการพูดคุยกัน หลังเสร็จสิ้นการเลือกตั้ง ก็มีสื่อมวลชนหลายสำนักพยายามถามว่า ฮั้วกับพรรคภท.หรือไม่ แต่ก็อย่างที่ทุกคนได้เห็นแล้วว่าไม่มีการฮั้วกัน สู้กันอย่างสูสี
เมื่อถามว่าถ้ายังได้ร่วมรัฐบาลต่อกับพรรค ภท. พรรค กธ.ยังอยากสานต่องานที่กำลังกำกับดูแลตอนนี้อยู่ใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ถ้าเราได้กำกับดูแลกระทรวงที่เราถนัด ก็ถือเป็นเรื่องดี ทั้งนี้ในทางการเมือง เราอย่าไปคาดหวังอะไร 100 เปอร์เซ็นต์ ในทางการเมืองไม่ใช่ 1 + 1 แล้วจะเป็น 2 สมการทางการเมืองไม่ใช่สมการทางคณิตศาสตร์ พรรค กธ.ไม่มีเงื่อนไขในการร่วมรัฐบาล ส่วนรัฐบาลชุดใหม่มีเสถียรภาพ จำเป็นต้องมีเสียง สส. รวมกัน 300 คนขึ้นไป หรือไม่นั้น เห็นว่าไม่จำเป็น เพราะในสมัยรัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้นำ สส.จากพรรคเล็ก 19 พรรค มารวมกับพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) จนรวบรวมได้ 251 เสียง ก็สามารถอยู่รอดปลอดภัย
ด้าน “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯ ให้สัมภาษณ์ถึงการจัดตั้งรัฐบาล ว่า ต้องให้ความสำคัญกับการตัดสินใจของประชาชนมาเป็นหลัก เมื่อถามอีกว่า จะทำอย่างไรให้รัฐบาลอยู่ครบวาระ 4 ปี แบบออร์แกนิก นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ทำเรื่องที่ผิดกฎหมาย ผิดศีลธรรมจรรยา หรือฝืนความรู้สึกประชาชน ยิ่งเที่ยวนี้ไม่ต้องกังวลเลย ถ้าทำอะไรแล้วฝืนความต้องการประชาชน ก็จะไม่ทำ และสามารถคุมพรรคร่วมรัฐบาลได้ ถ้าคุมไม่ได้ก็อยู่กันไม่ได้
“เสถียรภาพรัฐบาลอยู่ที่การทำงาน จะขับรถด้วยความระมัดระวังอย่างสูงสุด และไม่เกินความเร็วที่ควบคุม ซึ่งมั่นใจรัฐบาลชุดใหม่ที่มีพรรค ภท.เป็นแกนนำต้องอยู่ครบ 4 ปี ด้วยการมีผลงานที่ซื่อสัตย์สุจริต รวดเร็ว ตอบสนองประชาชนได้ ทำประโยชน์สูงสุด ให้กับประเทศชาติได้ ได้รับการยอมรับจากนานาประเทศ”

ต้องรอดูความเห็นของ “ร.อ.ธรรมนัส” จะได้รับการตอบสนองจากพรรค ภท.หรือไม่ ที่เห็นว่า รัฐบาลไม่จำเป็นต้องมีเสียงสนับสนุน 300 เสียง โดยอาศัยโมเดลสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อาศัยเสียงจากพรรคเล็ก โดยมอบให้ ร.อ.ธรรมนัสดูแล ก็อยู่รอดปลอดภัย ซึ่งไม่ดึงพรรค พท.มาร่วมงานในฝ่ายบริหาร นั่นหมายความว่า พรรค กธ.จะมีอำนาจต่อรองมากที่สุด
สืบเนื่องจากกรณี คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติเอกฉันท์ชี้มูลความผิด อดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ฐานผิดจริยธรรมร้ายแรง กรณีร่วมกันลงชื่อ และเสนอร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดย ป.ป.ช. จะส่งเรื่องและความเห็นให้ ศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณาวินิจฉัย ใน 30 วันนั้น ส่งผลให้ ผู้สมัคร สส.ประชาชน (ปชน.) อย่างน้อย 10 คนที่อาจชนะการเลือกตั้ง จะต้องถูกส่งชื่อไปยังศาลฎีกา เพื่อพิจารณา โดยหากศาลฎีกาประทับรับฟ้อง จะต้องถูก หยุดปฏิบัติหน้าที่ โดยอัตโนมัติ แบ่งเป็น สส.บัญชีรายชื่อ 8 คน และสส.แบบแบ่งเขต 2 คน คือนายธีรัจชัย พันธุมาศ ผู้สมัคร สส.กทม.เขต 18 นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ผู้สมัคร สส.กทม.เขต 33

ด้าน “นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรคปชน. กล่าวถึงประเด็น ป.ป.ช. มีมติเอกฉันท์ ชี้มูลความผิดอดีต 44 สส.พรรคก.ก. ผิดจริยธรรมร้ายแรง ว่า ขณะนี้เพื่อน ๆ ที่เหลือ นอกจากตน ไม่จำเป็นต้องลาออก สำหรับตน การตัดสินใจลาออกไม่ลาออก มีผลต่อตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้าน ตอนนี้พรรคยังหารือกันภายในพรรคอยู่ ซึ่งยังไม่ได้ข้อสรุป โดยต้องชั่งน้ำหนัก และประเมินว่า ศาลฎีกา จะใช้เวลาตัดสินนานขนาดไหน เมื่อถามอีกว่า ถ้าต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ปชน. จะเสียขุนพลต่าง ๆ ที่เป็นมืออภิปรายและฝ่ายตรวจสอบ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ยังเหลืออีกเยอะ การทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในสภา ถึงแม้ถูกตัดสิน ยังสามารถเป็นที่ปรึกษา กมธ.ได้อยู่ ซึ่งคาดการณ์ไว้ว่าจะ เป็นพายุใหญ่เท่านี้ เตรียมรับมือไว้หมดแล้ว
ทั้งนี้ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ที่จะเลื่อนขึ้นมา เพิ่มเติม 8 ลำดับ ได้แก่ น.ส.ธนพร วิจันทร์ ปีกแรงงาน ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 32 นายกรุณพล เทียนสุวรรณ รองโฆษกพรรค ปชน. ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 33 นายณรงเดช อุฬารกุล อดีตประธาน กมธ.เกษตรฯ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 34 น.ส.ชุติมา คชพันธ์ อดีตกรรมการ บจ.ส้มจี๊ด ธุรกิจของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 35 น.ส.ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ อดีต สส.เพื่อไทย บ้านใหญ่เชียงใหม่ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 36 นายนพณัฐ มีรักษา หัวหน้าฝ่ายนโยบาย ปชน. ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 37 นายรัชนาท วานิชสมบัติ อดีตข้าราชการท้องถิ่น ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 38 นายนิธิกร บุญยกุลเจริญ หรือ “ปาล์ม” ผู้ร่วมก่อตั้ง 9Geek ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 39 ส่วนผู้สมัคร สส.เขต 2 คนของพรรค ปชน.คือ นายธีรัจชัย พันธุมาศ ผู้สมัครสส.กทม.เขต 18 และ นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ผู้สมัคร สส.กทม.เขต 33 ที่ถูกกล่าวหาในคดี 44 สส.พรรคก.ก.นั้น หากศาลฎีกามี คำพิพากษาถึงที่สุด กกต.จะต้องดำเนินการจัดเลือกตั้งใหม่

ต้องยอมรับเรื่องคดี อดีต 44 สส.พรรคก.ก. มีผลกระทบกับพรรคปชน. เพราะ “นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรคปชน. เป็นหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหา และ หากศาลฎีการับสำนวน บรรดาผู้ถูกร้องหากมีสส. ก็ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ หาก มีสถานะเป็นสส. และในฐานะหัวหน้าพรรคปชน. ต้องทำหน้าที่เป็น ผู้นำฝ่ายค้านในสภา จะมีผลกระทบ จึงมีความเป็นไปได้ที่นายณัฐพงษ์อาจต้องลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคปชน. เพื่อไม่ให้กระทบกับการทำหน้าที่ผู้นำพรรคฝ่ายค้านฯ
“ทีมข่าวการเมือง”


