เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. ที่รัฐสภา นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีโครงการ TH-AI PASSPORT ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ว่า ในวันที่ 11 มิ.ย. กระทรวงดีอีจะเปิดรับฟังความเห็นจากประชาชน แต่ตนคิดว่าประชาชนหลายคนสงสัย เพราะปลัดกระทรวงดีอี บอกเองว่าการรับฟังไปแล้วแต่ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ เลยงงว่าจะรับฟังไปทำไม และหลายคนตั้งข้อสงสัยว่าการรับฟังครั้งนี้น่าจะเป็นการดึงคนในวงการไอทีเข้าไปเพื่อฟอกขาวสร้างความชอบธรรมว่าได้รับความเห็นแล้วจะปรับปรุงให้ดีขึ้น แต่สุดท้ายก็ปรับปรุงไม่ได้

ดังนั้นเราตั้งข้อสงสัยว่าทำไมก่อนที่โครงการจะเริ่มต้นขึ้น ทำไมไม่มีกระบวนการฟังประชาชนหรือฟังคนในอุตสาหกรรมก่อน ทำไมจึงมาฟังย้อนทีหลัง หลังจากที่โครงการเซ็นและเดินหน้าไปเรียบร้อยแล้ว นี่เป็นการสะท้อนชัดว่าโครงการนี้ไม่ได้เริ่มต้นมาจากความต้องการของประชาชนจริงๆ แต่เริ่มต้นจากการมีเงินเหลือ แล้วอยากจะเอาเงินที่เหลือนี้ออกมาจากกองทุนได้อย่างไร ฉะนั้นกระบวนการทีโออาร์ทุกอย่างเพื่อให้เกิดการคอร์รัปชันโกงกินในโครงการนี้

นายภาวุธ กล่าวว่า ทั้งนี้ หากไปดูในทีโออาร์จริงๆ ในกรอบโครงการระบุว่า ใครที่จะมาร่วมประมูลโครงการนี้จะต้องเป็นบริษัทที่เคยรับงานมีมูลค่า 400 ล้านบาทมาก่อนในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา คำถามคือจะมีบริษัทเทคโนโลยีในประเทศไทยกี่แห่งที่มีความสามารถในการรับโครงการลักษณะนี้ได้ ซึ่งดูแล้วไม่น่าจะมีเกิน 15 บริษัทที่สามารถรับงานได้ และบริษัทในประเทศไทยเหล่านี้รู้จักกันดี สะท้อนให้เห็นถึงการฮั้ว การทำงานเป็นกลุ่มเป็นก้อน รวมตัวกันเข้าไปเอาเม็ดเงินก้อนนี้ออกมา นี่คือสิ่งที่เห็นได้ชัด คำถามคือทำไมเราไม่ลดเพดานการประมูลงานในโครงการนี้ลงมา ให้ผู้ประกอบการเอกชนที่ทำงานด้านเทคโนโลยีระดับกลางสามารถเข้าไปประมูลได้

ที่สำคัญกว่านั้นคือเรื่องทีโออาร์ ระบุชัดเจนว่าจะต้องซื้อสื่อนอกบ้าน สื่อที่อยู่ในร้านสะดวกซื้อต่างๆ ตนคาดการณ์ว่าคนที่ได้โครงการนี้อาจจะเป็นคนที่เขียนทีโออาร์ด้วยซ้ำไป ฉะนั้นโครงการนี้ยิ่งตอกย้ำชัดว่าเป็นการฮั้ว เป็นโครงการที่ทำขึ้นมาเพื่อต้องการดึงเงินออกจากระบบ ทั้งนี้หากดูในกลุ่มบริษัทเหล่านี้ จะมีประมาณ 3 กลุ่มบริษัทที่ไปทำราคากลาง นอกจากนี้ หากถอยไปดูกว้างๆ จะพบว่ามีโครงการลักษณะนี้อีกเป็น 10 โครงการ และหน้าตาของผู้ประกอบการที่เข้ามาร่วมประมูล ล้วนเป็นหน้าเดิมทั้งนั้น มีการสลับกันได้โครงการ ฉะนั้นย้ำอีกทีว่าโครงการ TH-AI PASSPORT นั้น เป็นเพียงแค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง แต่ยังมีอะไรข้างล่างอีกเยอะ

“สิ่งที่เห็นได้ชัดวันนี้มีลักษณะเป็นรูปแบบ มีการส่งบริษัทกลุ่มหนึ่งเข้าไปทำราคากลาง ทำให้ราคากลางจากเดิมที่ควรจะต่ำก็ถีบสูงขึ้นเป็นหลายร้อยล้าน หรือหลายพันล้านในหลายโครงการ ในขณะที่โครงการลักษณะเดียวกันแบบเดียวกัน ไปอยู่ในกระทรวงอื่นมันไม่ได้ราคาสูงขนาดนี้ เพราะฉะนั้นพอรวมหัวกันกำหนดราคาสูงขึ้นมา จากนั้นจะเริ่มรวมหัวกันเลือกกันว่าใครจะเป็นผู้เข้ามาประมูลโครงการนี้ แล้วจะสามารถเอ็นจอย หรือได้รับกำไรจากโครงการเหล่านี้จำนวนมาก เมื่อได้รับกำไรจากจำนวนมาก สิ่งที่จะไปต่อคือการส่งมอบเงินเหล่านี้ให้กับเครือข่ายพรรคการเมือง ซึ่งเราเรียกกลุ่มตัวนี้ว่ากลุ่มทุนสีน้ำเงิน วันนี้เรารู้อยู่แล้วว่า ระบอบสีน้ำเงินครอบคลุมไปถึงสภาสูง สภาล่าง และองค์กรอิสระ และยังครอบคลุมไปถึงกลุ่มนักธุรกิจ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการส่งเม็ดเงินเข้าไปเพื่อทำให้ระบอบสีน้ำเงินนี้ยืนอยู่ได้” นายภาวุธ กล่าว

นายภาวุธ กล่าวต่อว่า ตนเคยเป็นเอกชนและทำงานภาครัฐมาก่อน ย้ำว่าภาครัฐสามารถขอความร่วมมือในการเปลี่ยนรายละเอียดโครงการนี้ได้ ซึ่งที่ผ่านมาภาครัฐก็ทำเรื่องนี้เป็นปกติในการขอเปลี่ยนรายละเอียดโครงการ ฉะนั้นอยากให้กระทรวงดีอี ต่อรองและขอคุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ได้รับงานนี้ไปว่า ทำอย่างไรจะให้โครงการนี้ดีและตรงกับความต้องการของประชาชนมากที่สุด เกิดประโยชน์กับประเทศไทยมากที่สุด และตนอยากจะร้องขอว่าถึงแม้วันนี้เราจะหยุดโครงการนี้ไม่ได้ แต่กำลังจะเกิดโครงการเฟส 2 เม็ดเงิน 900 ล้านบาท ตนอยากให้ชะลอเม็ดเงินก้อนนี้เอาไว้ก่อน

นายภาวุธ กล่าวอีกว่า และจากการตรวจสอบรายละเอียดงบประมาณในปี 70 เป็นที่น่าตกใจมากเมื่อกระทรวงดีอีได้รับงบประมาณสูงขึ้น 33% เมื่อเปรียบเทียบกับกระทรวงอื่นและเมื่อเปรียบเทียบกับปีที่แล้ว จากปีที่แล้วงบ 10,000 ล้านบาท แต่ปี 70 ได้มากถึง 13,000 ล้านบาท คำถามคือทำไมอยู่ๆ กระทรวงนี้มาได้เงินเยอะทีหลัง จะบอกว่าดิจิทัลกำลังมาหรือไม่ ก็ไม่ใช่ หรือเป็นเพราะเจ้ากระทรวงเป็นลูกใครหรือเปล่า อันนี้ตนไม่แน่ใจ

“ขอย้ำว่าวันนี้การโกงกินไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะโกงกินตึก บ้าน สะพาน รถ แต่วันนี้การโกงกินเริ่มไหลเข้าสู่โครงการดิจิทัล โครงการ AI โครงการบิ๊กดาต้า โดยจะได้เห็นว่ามีโครงการลักษณะนี้ ที่ตัวเลขเม็ดเงินมหาศาลอย่างน่าประหลาดใจ กลุ่มที่เข้ามาประมูลก็จะเป็นกลุ่มเดิมๆ แบบน่าประหลาดใจ เราจะเริ่มเห็นว่าการโกงกินดิจิทัลเกิดขึ้นในประเทศไทย พรรคประชาชนได้มีการติว สส. ใหม่ เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. หลังจากนี้จะมีการเปิดอภิปรายเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ ที่ตัวเลขหลายตัวดูน่าประหลาดใจ ดังนั้นจะมีการแบ่งทีมของพรรคเข้ามาตรวจสอบและดูว่างบประมาณแต่ละกระทรวงเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งจะมีการแถลงต่อไป” นายภาวุธ กล่าว