สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 11 ก.พ. ว่า “ต้อกระจก” คือภาวะที่เลนส์ตาขุ่นมัว ทำให้มองเห็นไม่ชัด และอาจนำไปสู่การตาบอดได้ มีจำนวนเพิ่มขึ้นในประชากรสูงอายุ โดยมีอายุเป็นปัจจัยเสี่ยงหลัก

ขณะที่การผ่าตัดแก้ไขทำได้ง่าย ๆ โดยใช้เวลาเพียง 15 นาที ซึ่งป็นหนึ่งในวิธีการรักษาทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพคุ้มค่าที่สุด รวมถึงช่วยฟื้นฟูการมองเห็นได้ทันทีและถาวร

การผ่าต้อกระจกเป็นการผ่าตัดที่ทำกันบ่อยที่สุดในประเทศมีรายได้สูง อย่างไรก็ตาม ครึ่งหนึ่งของประชากรโลก ไม่สามารถเข้าถึงการรักษาได้ สถานการณ์เลวร้ายที่สุดเกิดขึ้นในภูมิภาคแอฟริกา ซึ่ง 3 ใน 4 ของผู้ป่วยยังไม่ได้รับการรักษา

ในเคนยา ด้วยอัตราปัจจุบัน 77% ของผู้ที่จำเป็นต้องผ่าตัดต้อกระจก มีแนวโน้มที่จะเสียชีวิตจากภาวะตาบอด หรือการมองเห็นบกพร่อง และในทุกภูมิภาค ผู้หญิงมักเข้าถึงการดูแลรักษาได้น้อยกว่าผู้ชาย

จากผู้ที่ได้รับผลกระทบ 94 ล้านคน มีเพียงน้อยกว่า 20% เท่านั้นที่ตาบอด และส่วนที่เหลือประสบปัญหาการมองเห็นบกพร่อง

ดับเบิลยูเอชโอระบุว่า ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา อัตราการผ่าตัดต้อกระจกทั่วโลกเพิ่มขึ้น 15% ขณะที่เมื่อปี 2564 ประเทศสมาชิกองค์การอนามัยโลกได้ตั้งเป้าหมายที่จะทำให้ตัวเลขดังกล่าว เพิ่มขึ้นเป็น 30% ภายในปี 2573

อย่างไรก็ตาม แบบจำลองในปัจจุบันคาดการณ์ว่า อัตราการผ่าตัดต้อกระจกจะเพิ่มขึ้นเพียงประมาณ 8.4% ในทศวรรษนี้

ในวันพุธ (11 ก.พ.) ดับเบิลยูเอชโอได้เปิดตัวแนวทางใหม่สำหรับประเทศต่าง ๆ เกี่ยวกับวิธีการให้บริการผ่าตัดต้อกระจกที่มีคุณภาพ และจะออกแนวทางเพื่อช่วยสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรด้วย.

เครดิตภาพ : AFP