เมื่อวันที่ 11 ก.พ. ที่เขตการเดินรถที่ 8 อู่ใต้ทางด่วนรามอินทรา เขตบางเขน นายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาของผู้ว่าฯ กทม. และผู้บริหารด้านความยั่งยืนของกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยสำนักสิ่งแวดล้อม สำนักงานเขตบางเขน กรมการขนส่งทางบก กรมควบคุมมลพิษ กองบังคับการตำรวจจราจร และองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ลงพื้นที่สุ่มตรวจวัดค่าควันดำและระดับเสียงจากปลายท่อไอเสียของรถโดยสารประจำทาง ตามมาตรการควบคุม กำกับดูแล และแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล (ค่าควันดำไม่เกิน 20%)

ทั้งนี้ ดำเนินการสุ่มตรวจรถโดยสารประจำทาง 21 คัน พบผ่านเกณฑ์ค่ามาตรฐาน 17 คัน และไม่ผ่านเกณฑ์ค่ามาตรฐาน ถูกพ่นห้ามใช้ 4 คัน เบื้องต้นได้นำรถไปปรับปรุงแก้ไขและนำมาตรวจวัดค่าควันดำใหม่อีกครั้ง
นายพรพรหม ระบุ จากการสุ่มตรวจวันนี้พบรถควันดำเกินมาตรฐาน 4 คัน ซึ่งกรมการขนส่งทางบกฉีดพ่นห้ามใช้ทั้งหมดแล้ว เพื่อนำไปแก้ไขทันที จากนั้นจะตรวจวัดซ้ำอีกครั้ง โดยระบุ 60% ของฝุ่นในเมืองมาจากยานพาหนะ กทม. มีการตั้งด่านตรวจร่วมกับ บก.จร. 14 จุด และตรวจที่ต้นตอ เช่น อู่รถเมล์ ไซต์ก่อสร้าง และสถานประกอบการ โดยมีการสุ่มตรวจรถเมล์ทุกสัปดาห์

อย่างไรก็ตาม เมื่อปรับเกณฑ์มาตรฐานใหม่ให้เข้มขึ้น สามารถจับปรับรถเมล์ได้เพิ่มขึ้น 4 เท่า ส่วนรถยนต์ทั่วไปทั้งหมดในกทม.จับปรับไปแล้วเกือบ 17,000 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วเท่าตัว

“แสดงให้เห็นว่าเมื่อภาครัฐเข้มงวดมากขึ้น ก็สามารถนำรถควันดำออกจากถนนได้ ขณะเดียวกัน รถที่ควันไม่ดำก็ยังปล่อยมลพิษ PM2.5 เช่นกัน กทม. จึงมีนโยบายสร้างแรงจูงใจให้ประชาชน โดยร่วมกับภาคเอกชนลดราคาเปลี่ยนไส้กรอง และเปลี่ยนน้ำมันเครื่องฟรี”
นายพรพรหม กล่าวด้วยว่า ปีนี้เห็นได้ชัดว่าจำนวนวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานลดลง เมื่อเทียบเดือน ม.ค.ของปีก่อน ปีนี้เหลือวันค่าฝุ่นเกินเพียง 12 วัน ส่วนค่าเฉลี่ยฝุ่นทั้งเดือน ม.ค.ลดลงจาก 40 มคก./ลบ.ม. เหลือเพียงกว่า 30 มคก./ลบ.ม. สะท้อนมาตรการที่ทำมาถูกทาง ดังนั้น การตรวจรถซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งกำเนิดจึงต้องทำอย่างต่อเนื่อง และปีนี้ได้เพิ่มความเข้มข้นมากขึ้น โดยประสานกับจังหวัดรอบข้างเพื่อลดจุดเผา ลดการเผาชีวมวลและฟางข้าว รวมถึงประสานกับจังหวัดต้นลมด้วย.





