นางสุมา วงษ์พันธุ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด เปิดเผยว่า ปีนี้ได้ผนึกกำลังพันธมิตรภาครัฐและเอกชน ได้แก่ กระทรวงวัฒนธรรม, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, ธนาคารกสิกรไทย, ซีพี แอ็กซ์ตร้า “แม็คโคร – โลตัส”, Alipay+ และ Tiger Balm ประกาศความพร้อมจัดมหาปรากฏการณ์ฉลองตรุษจีนปีมะเมียสุดยิ่งใหญ่ ให้เป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กตรุษจีนของโลก (Destination Marketing Strategy) จุดประกายการท่องเที่ยวแบบ “มงคลครบทุกมิติ” 

ทั้งนี้ ได้ชูจุดยุทธศาสตร์ “ทำเลท้องมังกร”พื้นที่มหามงคลบนโค้งแม่น้ำเจ้าพระยาที่สวยงามที่สุดของไทย โดยอัญเชิญ “เทพกวนอู” เพื่อสักการะบูชาสำหรับปีมะเมียที่ยิ่งใหญ่ ผนวกกิจกรรมบันเทิง ดึงศิลปินจีน “วังจั๋วเฉิง” พร้อมวง BUS because of you i shine นำทัพการแสดงเชิดสิงโตม้ามังกร พร้อมแวะชิม-ช็อป สตรีทฟู๊ด และสินค้าสำหรับการฉลองเทศกาลมากมาย มั่นใจยอดทราฟฟิกและการใช้จ่ายภายในไอคอนสยามเติบโตกว่า 10% ช่วยกระตุ้นภาพรวมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในไตรมาสแรกโดยงานจะจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 12 – 17 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ ที่ ริเวอร์ พาร์ค ไอคอนสยาม

 “การจัดงาน ‘ICONSIAM A PROSPEROUS CHINESE NEW YEAR 2026’ ครั้งนี้ เป็นการใช้กลยุทธ์ Destination Marketing เพื่อตอกย้ำสถานะของไอคอนสยามในการเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลกที่ครองใจนักท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยเราตั้งเป้าให้ไอคอนสยามเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศผ่าน มหาปรากฏการณ์มงคลที่ผสมผสานความศรัทธาอันศักดิ์สิทธิ์เข้ากับ Soft Power ระดับโลก เพื่อดึงดูดเม็ดเงินหมุนเวียนและกระตุ้นการใช้จ่ายจากทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวคุณภาพทั่วโลกบนทำเลท้องมังกรซึ่งเป็นจุดรับพลังที่ดีที่สุด โดยเรามั่นใจว่าการนำเสนอประสบการณ์ฉลองตรุษจีนที่ครบทุกมิติในครั้งนี้ จะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ชั้นนำ และผลักดันให้ GDP ภาคการท่องเที่ยวของไทยเติบโตอย่างแข็งแกร่งในช่วงไตรมาสแรกของปีมะเมียนี้”

นางสุมากล่าวต่อว่า จากสถิติการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญของภาคท่องเที่ยวไทย อ้างอิงข้อมูลจาก กองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พบว่าตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 1 ก.พ. 2569 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยสะสมสูงถึง 3,388,313 คน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายแล้วประมาณ 167,256 ล้านบาท โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางเข้าไทยสูงสุดเป็นอันดับหนึ่งถึง 417,999 คน ซึ่งถือเป็นปัจจัยบวกสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อและการใช้จ่ายภายในงานครั้งนี้ให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้